Bitcoin เงินเฟ้อ คืออะไร และ Bitcoin ป้งอกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ เปรียบเทียบ Fixed Supply กับกำลังซื้อ

Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ? Fixed Supply แปลว่ากำลังซื้อจะไม่ลดลงจริงหรือเปล่า ?

Bitcoin เงินเฟ้อ และคำว่า Inflation Hedge มักถูกพูดถึงโดยพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะเวลาที่ราคาสินค้าเริ่มแพงขึ้นและกำลังซื้อของเงินสดเริ่มหดลง

เหตุผลง่าย ๆ ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ

“Bitcoin มีแค่ 21 ล้านเหรียญ เพราะฉะนั้นมันป้องกันเงินเฟ้อได้”

ก็…ฟังดูก็สมเหตุสมผลดี

แต่เดี๋ยวก่อนนะ…

ปีที่แล้วก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 บาท

ปีนี้ก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นชามละ 60 บาท

ผมก็เลยบ่นว่า

“แม่งเงินเฟ้อ 20% เลยนะเว้ย”

เพื่อนผมที่ถือ Bitcoin ก็เลยหันมาบอกว่า

“ซื้อ Bitcoin สิ มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญนะ ป้องกันเงินเฟ้อได้แน่นอน”

โอเค๊…เยี่ยม

สมมุติผมเชื่อมัน

ผมเอาเงินค่าก๋วยเตี๋ยวทั้งหมดไปซื้อ Bitcoin

แล้วเดือนหน้าราคา Bitcoin ล่วงลงมา 30%

ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวยัง 60 บาท

ทีนี้ชิบหายละ…ปรากฏว่าเงินผมซื้อก๋วยเตี๋ยวได้น้อยกว่าเดิมอีก

เอ๊ะ….เดี๋ยวนะ

ถ้า Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อได้…

แล้วสิ่งที่ผมทำนั้นมันกำลังป้องกันอะไรอยู่กันแน่ ?


1. ก่อนจะไปคุยเรื่อง Bitcoin คุณต้องมาดูก่อนว่าเงินเฟ้อคืออะไรกันแน่ ?

ปัญหาแรกที่เราจะเจอเลยก็คือคำว่า “เงินเฟ้อ” เองแม่งถูกใช้หลายความหมายมาก

ซึ่งบางคนก็หมายถึง

ปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น

แต่บางคนก็หมายถึง

ราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น

แต่ก็ยังมีบางคนที่หมายถึง

กำลังซื้อของเงินที่ลดลง

ซึ่งไอ่สามอย่างนี้มันเกี่ยวข้องกันนะ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันซะทีเดียว

เวลาเราเปิดข่าวแล้วเห็นนักข่าวประกาศว่า

Inflation = 3%

โดยทั่วไปแล้วมันมหายถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและบริการที่วัดผ่านดัชนีห่าเหวอะไรบางอย่าง เช่น Consumer Price Index หรือ CPI ซึ่งเป็นหลักการของ Keynesian Economics ล้วน ๆ

และนั่นไม่ได้หมายความว่า

ข้าวของทุกอย่างแพงขึ้นพร้อมกัน 3%

ซึ่งมันอาจจะเป็น กาแฟอาจขึ้น 10%

แต่ราคาเครื่องโทรศัพท์อาจจะถูกลง

ค่าเช่าหอพักอาจพุ่งขึ้น

แต่ทีวีจอแบนอาจถูกลง

น้ำมันดีเซลและเบนซินอาจพุ่งขึ้นแล้วก็ลง

ไข่ไก่อาจขึ้นเพราะต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น

ของบางอย่างอาจแพงขึ้นเพราะ Supply ที่หายไป

ผมจะบอกให้ว่าในโลกของความเป็นจริงนั้นแม่งยุ่งกว่าตัวเลขตัวเดี่ยว ๆ เยอะ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะถามว่า Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อได้ไหม ? ซึ่งเราก็ต้องมาตั้งคำถามต่อว่า

คุณหมายถึงเงินเฟ้อแบบไหนล่ะ ?

ซึ่งถ้าหากเราจะเอาตามคำจำกัดความของธนาคารแห่งประเทศไทย คุณสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ Official ของเค้าโดยตรงได้เลย ซึ่งจะทำให้คุณได้เข้าใจถึง เป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่านี่เป็นการบริหารงานภายใต้ระบอบของ Keynesian Economics เท่านั้น ซึ่งมันจะขัดหลักการของ Austrian อย่างเห็นได้ชัด


2. Money Supply เพิ่ม ≠ ราคาทุกอย่างขึ้นพร้อมกัน

ลองสมมุติว่าระบบเศรษฐกิจมีเงินอยู่

1,000 ล้านบาท

ให้คุณจินตนาการแบบทั้งประเทศของเราเลยนะ

แล้ววันหนึ่งปริมาณเงินกลายที่เรามีหมุนเวียนในประเทสของเราเป็น

1,100 ล้านบาท

เราอาจเรียกเหตุการณ์นี้ในความหมายหนึ่งว่า Monetary Expansion

แต่เราก็ไม่สามารถจะไปบอกได้ว่า

ของทุกอย่างต้องแพงขึ้น 10% เด๊ะ ๆ

เหตุผลก็เป็นเพราะปริมาณเงินที่ถูกผลิตออกมาใหม่ไม่ได้กระจายเข้าไปในทุกกระเป๋าของประชาชนพร้อมกัน

ผู้คนไม่ได้ใช้เงินเหมือนกัน

สินค้าแต่ละอย่างก็ไม่ได้มี Supply เหมือนกัน

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ Productivity ของสินค้าแต่ละตัวมันก็เปลี่ยนแปลงได้

แน่นอนว่า Demand ของผู้คนก็เปลี่ยนได้

เทคโนโลยีในการผลิตก็เปลี่ยนแปลงได้

หรือแม้กระทั่ง Credit Conditions ก็เปลี่ยนได้

และ Velocity ของเงินแต่ละภาคส่วนก็เปลี่ยนได้

และยังมี Shock จากโลกจริงอีกสารพัดอย่าง

ไม่ว่าจะเป็น สงคราม

ปัญหาการขนส่งน้ำมัน

ปัญหาเรื่องโรคระบาด

ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติ

ปัญหา Supply Chain

การขูดรีดจากภาษีและสรรพากร

การกดขี่จากกฎระเบียบและกดหมายที่ไม่เป็นธรรม

ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของกฏหมายค่าแรง

ความไม่แน่นอนทางสภาพอากาศ

ดังนั้นแล้ว

Money Supply

กับ

Consumer Prices

มันก็มีความสัมพันธ์กันได้

แต่ไม่ใช่เครื่องจักรที่เรากด +10% ที่ฝั่งนี้ แล้วมันจะไปปูดอีกฝั่งนึง +10% ในทันที

นี่คือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคำถามเรื่อง Bitcoin เงินเฟ้อ เกี่ยวข้องกันยังไง

เพราะถ้าเราไม่แยกสองอย่างนี้ตั้งแต่แรก เดี๋ยวเราจะใช้ Bitcoin แก้ปัญหาคนละอย่างกับที่เรากำลังวัดผลและประเมินผล


3. แล้ว Austrian Economics มองเรื่องนี้ยังไง?

ในงานของนักเศรษฐศาสตร์สาย Austrian Economic นั้นเรามักจะให้ความสนใจเป็นอย่างมากกับผลของการเปลี่ยนแปลง Money และ Credit ที่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วระบบ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าเงินที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่นั้นไม่ได้ตกจากฟ้าแล้วหารด้วยจำนวนประชากรเท่า ๆ กัน

แทนที่จะเป็นอย่างนั้น แต่มันดันเข้าสู่ระบบผ่านช่องทางบางอย่างก่อน

แล้วมันเป็นผลทำให้คนบางกลุ่มได้รับหรือใช้เงินก่อนชาวบ้านเขา

แล้วราคาบางอย่างเสือกตอบสนองต่อเงินใหม่ก่อน

และราคาของบางอย่างดันตอบสนองทีหลัง

เพราะฉะนั้นผลกระทบจึงไม่ได้มีแค่

แต่มันยังเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ด้วย นั่นก็คือ

  • Relative Prices
  • การลงทุน
  • การออม
  • อัตราดอกเบี้ย
  • โครงสร้างการผลิต
  • และการตัดสินใจของคนแต่ละกลุ่ม

ถ้าหากว่าคุณได้อ่านบทความ Austrian Business Cycle Theory ก่อนหน้านี้ เราจะเห็นว่าประเด็นที่ Austrian สนใจไม่ใช่เพียงว่า “ราคาขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ยังสนใจว่า Credit และ Interest Rate ส่งข้อมูลอะไรให้ผู้ประกอบการบ้าง ? และมันเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนอย่างไร ?

แต่ตรงนี้พวกเราก็ต้องระวังเหมือนเช่นเคย

การอธิบาย Inflation และ Business Cycle นั้นมันมีการตีความได้หลายสำนัก และไม่ได้มีฉันทามติว่าวิกฤตหรือการเปลี่ยนแปลงราคาทุกครั้งอธิบายด้วย Austrian framework ได้ทั้งหมด

เรากำลังใช้มันเป็นหนึ่งในกรอบคิดก็เท่านั้น

ซึ่งไม่ใช่กฎฟิสิกส์ที่ตายตัวแล้วมนุษย์ทุกคน Apply On กฏเหล่านี้แบบ 100% และจุดนี้นี่เองที่ทำให้เรื่องราวของ Bitcoin เงินเฟ้อ นั้นจะต้องใช้สมองในการพิจารณาเพิ่มขึ้นมาเป็นอีกเท่าตัว


4. แล้วคำว่า “กำลังซื้อ” คืออะไร ?

ผมคิดว่าอันนี้ใกล้ชีวิตเราขึ้นมาละเพราะถ้าเราจะเรียนรู้เกี่ยวกับ Bitcoin เงินเฟ้อ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้นั้น เราจะต้องมาเบิกเนตรตรงนี้ให้สว่าง เพราะมันเป็นเรื่องของนามธรรมที่จับต้องได้ยาก แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ Run อยู่เบื้องหลังของระบบการเงินโลก

สมมุติว่าผมมี 100 บาท

ปีที่แล้วสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวได้สองชาม

แต่พอมาปีนี้เสือกซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ชามครึ่ง

และสิ่งที่ผมรู้สึกจริง ๆ นั้นไม่ใช่

CPI เปลี่ยนแปลงไปกี่ Basis Points จากปีที่ผ่านมา ?

แต่ผมกลับรู้สึกว่า

เงิน 100 บาทของกูซื้อของได้น้อยลง

นี่คือเรื่องของ Purchasing Power ล้วน ๆ เลยครับพี่น้อง เพราะธนบัตรแต่ละใบมันหมายถึงอำนาจซื้อที่เป็นนามธรรมแล้วมันแฝงอยู่เบื้องหลังธนบัตรใบนั้นๆ แต่มนุษย์เราคิดค้นธนบัตรขึ้นมาเพื่อทำการฝัง Purchasing Power เอาไว้ในธนบัตรนั้น เพื่อให้มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้

และตรงนี้และครับที่ทำให้คำว่า Inflation Hedge เริ่มมีความหมายกับชีวิตจริง

ถ้าผมถือ Asset เพื่อปกป้องกำลังซื้อของตัวผมเอง

สิ่งที่ผมคาดหวังคือ Asset นั้นจะรักษาความสามารถในการแลกกับสินค้าและบริการที่ผมต้องการได้เมื่อเวลาผ่านไป

แต่ขอให้สังเกตดูดีๆนะ

เราเปลี่ยนคำถามไปเสียแล้ว

ซึ่งตอนแรกที่เราตั้งคำถามว่า

Supply ของ Bitcoin นั้นถูกผลิตเพิ่มไหม ?

ส่วนในตอนนี้เรากำลังตั้งคำถามว่า

Bitcoin ในตอนนี้แลกก๋วยเตี๋ยวได้กี่ชาม ?

ซึ่งมันคนละคำถามกันเลย

จากนี้ไปผมจะพาให้คุณไปดูให้ชัดขึ้นในลายละเอียด เพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจ Bitcoin เงินเฟ้อ ได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกขั้นนึง


5. Bitcoin แก้ปัญหาอะไรได้ชัดที่สุด?

หลังจากที่คุณได้อ่านบทความ Bitcoin Hard Money ไปแล้วเราจะรู้ได้ว่า Bitcoin นั้นมีคุณสมบัติอย่างนึงที่น่าสนใจมาก นั่นก็คือ

Issuance Schedule ของระบบไม่ได้ขยายตาม Demand ได้ง่าย ๆ

โดยปกติแล้ว Bitcoin ที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่จะไหลเข้าสู่ระบบผ่านสิ่งที่เรียกว่า Block Subsidy

ซึ่งไอ่ตัว Block Subsidy นั้นจะมีอัตราการผลิตลดลงตาม Halving Schedule

แน่นอนว่าพวก Miner ไม่สามารถมากำหนดได้ว่า

แล้วทำให้ทุก ๆ Node ยอมรับได้

ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่า Validating Node มีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ากฎของ Block นั้นถูกต้องหรือไม่ ?

ถ้า Node Server นั้นพบว่ามีการสร้าง Coinbase Transaction ของ Bitcoin เกินกว่ากฎที่ Node กำหนด

Block นั้นก็สามารถถูก Reject ได้อย่างง่ายดาย

นี่คือหัวใจทำให้ Bitcoin แตกต่างจาก Monetary Asset ชนิดอื่น ๆ

แต่เวลาที่คุณจะพูดออกไปให้คนอื่นฟังนั้นจะต้องใช้คำให้แม่น ๆ หน่อย

เพราะ Bitcoin ไม่ได้สัญญาว่า

กำลังซื้อของคุณจะไม่ลดลง

แต่สิ่งที่ Protocol ทำได้ตรงประเด็นกว่านั้นก็คือ

ทำให้การผลิตหน่วยใหม่ของ Bitcoin นั้นสามารถคาดการณ์ได้ และยากที่ผู้เข้าร่วมรายเดียวจะเปลี่ยนตามใจ ซึ่งสิ่งนี้ถูกกำหนดเอาไว้ใน Bitcoin Whitepaper ตั้งแต่ Day One ที่ Satoshi ได้ทำการออกแบบเอาไว้

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดทั้งมวลของเรื่องการผลิต Bitcoin นั้นมันเป็นหน้าที่ของ Miner ซึ่งถ้าหากคุณอยากจะเห็นวิธีการทำงานของ Miner แบบคร่าวๆ คุณสามารถเข้าไปดู การสร้าง Coinbase Transaction ของ Bitcoin Core ได้เลย เพราะว่านี่คือจุดที่จะทำให้คุณเห็น Deep Step ว่าการทำเหมือง Bitcoin นั้นมันทำงานเช่นไร


6. Bitcoin ไม่ได้ล็อกราคาก๋วยเตี๋ยว

นี่คือประโยคที่ผมอยากให้คุณจดจำมากที่สุดในบทความนี้

“Bitcoin ไม่ได้ล็อกราคาก๋วยเตี๋ยว“

แต่สิ่งที่มันทำก็คือมันล็อก กฎการผลิตจำนวน Bitcoin

สมมุติว่าวันนี้

ปีหน้า Supply Schedule ก็ยังคงจะทำงานตามเดิม

แต่ใน Bitcoin Protocol มันไม่ได้เขียนว่า

ไม่เลยสักนิด

ราคาของ Bitcoin นั้นเกิดจากตลาดเสรีอย่างแท้ทรู

ถ้าคนต้องการ Bitcoin มากขึ้นเมื่อเทียบกับ Supply ที่พร้อมขาย ราคาก็อาจจะเพิ่มขึ้น

ถ้าคนต้องการ Bitcoin น้อยลง ราคาก็อาจจะลดลง

ถ้าคนต้องการเงินสดอย่างรุนแรง นักลงทุนอาจจะต้องเทขาย Bitcoin ออก

ถ้ามี Regulation ใหม่เกิดขึ้นจาก ก.ล.ต. ตลาดอาจตอบสนองอีกแบบหนึ่ง

ถ้ามี Financial Crisis ตลาดอาจเปลี่ยนพฤติกรรมให้เราเห็น

ถ้ามี Technology หรือความเสี่ยงใหม่ ๆ เกิดขึ้น ความต้องการก็อาจเปลี่ยนไปเช่นกัน

ฉะนั้นแล้ว ไอ่ Bitcoin จำนวน 21 ล้านเหรียญนั้นมันไม่ได้ล็อก Demand เอาไว้

ดังนั้นมันก็ไม่ได้ล็อก Purchasing Power เช่นกัน


7. Fixed Supply ≠ Fixed Price

หัวข้อนี้ก็ได้ต่อจากบทความก่อนหน้าแบบพอดีเป๊ะเลย

สมมุติว่าผมสร้าง TarCoin ขึ้นมา

แล้วมันมีทั้งหมด

1 เหรียญถ้วน

ผมกำหนดให้ไม่มีการทำ Mining เพิ่ม

ผมกำหนดให้ไม่มี Inflation

ผมกำหนดให้ไม่มี Admin

ผมกำหนดให้ไม่มีใครแก้ Supply ได้

โอ้ว…..ว้าวววว…..สุดยอด

Hard Money ชิบหายเลย

แต่เสือกไม่มีใครอยากได้มันเลย

หึ…ราคาน่ะหรอ ?

ก็ 0 บาท ดิคร้าบบบบบบ

คุณเห็นมั้ยว่า Supply Fixed ไม่ได้ทำให้ Price Fixed นะ

เพราะราคาตลาดเกิดจากทั้ง

Supply และ Demand ประกอบกัน

ซึ่งแน่นอนว่าตัว Bitcoin เองก็หนีจากหลักการนี้ไม่พ้น

ถึง Supply Schedule จะ Predictable มากแค่ไหนก็ตาม ถ้า Demand มันเปลี่ยนไป ราคาก็เปลี่ยนได้เช่นกัน

ดังนั้นแล้ว

Fixed Supply ≠ Fixed Price

และถ้า Price ไม่ Fixed แล้วไซร้

มันก็แปลว่า

Fixed Supply ≠ Fixed Purchasing Power

นี่แหละคือปัญหาของประโยคง่าย ๆ ที่ว่า

Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ เพราะฉะนั้นมันป้องกันเงินเฟ้อได้ 100 ปะเตง

ผมว่ามันก็กระโดข้ามหลายขั้นเกินไป


8. สมมุติ CPI ขึ้น 8% แล้ว Bitcoin ลง 30% ล่ะ ?

นี่คือ Stress Test ที่ง่ายที่สุดเลยนาจา

สมมุติว่าในหนึ่งปีนั้น

Consumer Prices เพิ่มโดยเฉลี่ย 8%

แล้วในช่วงเดียวกัน Bitcoin ราคาเทียบเงินบาทลดลง 30%

คำถามก็คือว่าคนที่ถือ Bitcoin ตลอดช่วงนั้นได้รับการป้องกัน Purchasing Power ระยะสั้นจาก Inflation ไหมล่ะ ?

ถ้าวัดจากเงินบาทและตะกร้าสินค้าที่กำลังแพงขึ้นแล้วก็ต้องตอบว่า

ไม่ !!!

ซึ่งไอ่เจ้า Bitcoin เนี่ยมันสามารถมี Fixed Supply Schedule ได้และในเวลาเดียวกันราคาตลาดก็ลดลงได้เช่นกัน

ประโยคด้านบนมันไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรเลยนะ

เพราะสองประโยคนี้พูดถึงคนละ Layer เลย

กับ

ตรงนี้แหละที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบประโยคที่ว่า

Bitcoin = Inflation Hedge

ถ้าพูดโดยไม่มี Time Horizon และไม่มีนิยามว่า Hedge อะไรแล้วล่ะก็

มันฟังดูเหมือน Bitcoin จะวิ่งสวน CPI โดยอัตโนมัติ แต่ Protocol ไม่เคยรับปากอะไรแบบนั้น ซึ่งมันเทพขนาดนั้นเลยบ่อ ?


9. แล้วทำไมคนถึงเรียก Bitcoin ว่า Inflation Hedge?

เพราะเขาอาจกำลังพูดถึงคนละความหมายกับข้อเมื่อกี้ยังไงล่ะ

สมมุติเรามีเงินอยู่สองระบบ

ระบบ A สามารถเพิ่ม Monetary Supply ได้ตามการตัดสินใจของสถาบันที่ดูแลระบบนั้น ๆ อยู่

ระบบ B มี Issuance Schedule ที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบตาม Consensus Rules ได้ และไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ตามใจ

คนที่กังวลเรื่อง Monetary Dilution อาจมองว่าระบบ B มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ

เพราะในความหมายนี้ Argument มันไม่ใช่แบบว่า…

CPI เดือนหน้า 7% เพราะฉะนั้น BTC เดือนหน้าต้อง +7% ด้วยสิวะ !!!

แต่มันเป็น…

ผมต้องการถือ Monetary Asset ที่ Supply ของมันนั้นไม่สามารถขยายตามนโยบายของผู้มีอำนาจได้ง่าย ๆ

นี่เป็น Claim ที่ต่างกันมากหลายขุม

อันหนึ่งคือ Claim เรื่อง Market Price

ส่วนอีกอีกอันคือ Claim เรื่อง Monetary Rules

และผมว่าหากเราแยกสองอย่างนี้ออกจากกันแล้วบทสนทนาเรื่อง Bitcoin เงินเฟ้อ จะดีขึ้นเยอะ


10. แล้ว Bitcoin มี Inflation ของตัวเองไหม ?

มีสิ !!!

ห๊ะ !!!! จริงหรอ ????

ถ้าเราใช้คำว่า Monetary Inflation ในความหมายว่า

จำนวนหน่วยของ Bitcoin ที่หมุนเวียนในระบบจะเพิ่มขึ้น

แน่นอนว่า Bitcoin ก็ยังมี New Issuance ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเกิดขึ้นของเหรียญจำนวนใหม่ ๆ

และ Miner ยังได้รับ Block Subsidy ในทุก ๆ ประมาณ 10 นาที

และจำนวนของ BTC ที่ถูกผลิตออกมาตามกฎยังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เพียงแต่อัตราการออกใหม่ลดลงเป็นขั้น ๆ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Halving

ตรงนี้น่าสนใจนะครับเพราะบางครั้งเราพูดว่า

“Bitcoin นั้นไม่มี Inflation”

ซึ่งมันก็ไม่ได้แม่นมากนักถ้าเราหมายถึง Supply Growth ในปัจจุบัน

แต่ผมว่าคำพูดที่แม่นกว่าคือ

Bitcoin มี Supply Schedule ที่ Fix เอาไว้ตามกฎตั้งแต่ต้น และอัตราการผลิตหน่วยใหม่ ๆ จะลดลงตามเวลา

ท้ายที่สุดแล้ว Block Subsidy จะลดลงไปเรื่อย ๆ จนไม่มีหน่วยใหม่จาก Block Subsidy เหมือนกับปัจจุบัน และ Miner จะต้องพึ่งพา Transaction Fees มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ดังนั้นไอ่คำว่า

Fixed Maximum Supply

มันไม่ได้แปลว่า

Supply ของ Bitcoin ในวันนี้มันจะไม่เพิ่มขึ้นเลย


11. แล้ว 21 ล้านเหรียญจะช่วยอะไรได้ ?

มันช่วยให้เราตอบคำถามบางอย่างได้ค่อนข้างชัดเจนขึ้นนั่นก็คือ

ถ้าผมถือ Bitcoin จำนวน 1 BTC ในวันนี้

ผมสามารถศึกษากฎของระบบและประมาณสัดส่วนของมันเมื่อเทียบกับ Supply Schedule ได้

มันจะไม่มีระบบ Board Meeting รายไตรมาสที่ประกาศว่า

เพียงแต่ 21 ล้านไม่ได้บอกว่า 1 BTC จะซื้อบ้านได้กี่หลัง ?

ซื้อข้าวได้กี่จาน ?

แลกทองคำได้กี่กรัม ?

หรือแลกเงินบาทได้เท่าไร ?

เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นยังต้องผ่านตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน

นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญมากนะครับ

Bitcoin นั้นเป็นระบบเดียวที่สามารถทำให้ Monetary Supply Rule กลายเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้

แต่…

Bitcoin ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์โลกภายนอกได้


12. ถ้าเงินเฟ้อมาจากน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว Bitcoin ช่วยไหม ?

ลองสมมุติว่าวันนี้โรงกลั่นน้ำมันมีปัญหา

Supply น้ำมันก็ดันลดลง

ราคาน้ำมันก็พุ่งขึ้น

ทีนี้มันจะไปกระทบให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น

แล้วอาหารบางชนิดก็ต้องแพงขึ้น

ทีนี้ CPI ก็เพิ่มขึ้น

แล้ว Bitcoin จะไปแก้โรงกลั่นน้ำมันได้ไหม ?

คำตอบก็คือไม่ได้

เพราะ Bitcoin ผลิตน้ำมันไม่ได้

เพราะ Bitcoin ปลูกข้าวไม่ได้

เพราะ Bitcoin เพิ่มจำนวนรถบรรทุกไม่ได้

เพราะ Bitcoin ซ่อม Supply Chain ไม่ได้

นี่ทำให้เราเห็นอีกครั้งว่า Inflation ที่คนรู้สึกผ่านราคาสินค้า นั้นมันมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ อย่าง

ยิ่งถ้าราคาอาหารขึ้นเพราะภัยแล้ง

กระบวนการ Fixed Supply ของ Bitcoin ก็ไม่ได้ทำให้ฝนตก ผมว่าการที่เราไปแห่นางแมวอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าด้วยซ้ำ

ยิ่งถ้าราคาไฟขึ้นเพราะ Energy Shock

ไอ่จำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญก็ไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าให้งอกขึ้นได้

ดังนั้นเวลาที่บอกว่า Bitcoin นั้น “แก้เงินเฟ้อ” เราต้องระมัดระวังมากว่าเรากำลังหมายถึงอะไรกันแน่ ?

เพราะ Bitcoin มีคุณสมบัติเกี่ยวกับ Monetary Supply เท่านั้น

แต่มันไม่ใช่เครื่องมือแก้ทุกสาเหตุที่ทำให้ Consumer Prices เพิ่มขึ้นได้


13. แล้วทองคำ อสังหาฯ หุ้น กองทุน ล่ะ?

พอพูดถึง Inflation Hedge เรามักได้ยินชื่อ Asset หลายประเภทผุด Popup ขึ้นมาในหัว และมันก็ต้องมี

  • ทองคำ
  • อสังหาริมทรัพย์
  • หุ้น
  • กองทุนต่างๆ
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ)
  • Bitcoin

ซึ่ง Asset แต่ละชนิดมันก็จะมีโครงสร้างคนละแบบแตกต่างกันออกไป เรามาพิจารณากันทีละข้อไปเลยดีกว่า

  • บ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์นั้นสามารถสร้าง Rental Income หรือ Passive Invoice ให้คุณได้ แต่มันก็จะมีภาษีเงิน ภาษีป้าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีโรงเรือน ค่าบำรุงรักษา ท่อตัน ส้วมแตก น้ำท่วม ไฟดับ ผนังร้าว พัดลมเสีย ปั๊มน้ำไหม้ และข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง นั่นคือเวลาที่คุณจะขายออกนั้นจะต้องใช้นายหน้าเข้ามาร่วมด้วยซึ่งก็จะเสียค่านายหน้าไม่เกิน 3% แถมมีค่าโอนจากกรมที่ดินอีกต่างหากซึ่งจะออกคนละครึ่งมั้ย ? หรือว่าคุณจะออกเองทั้งหมดมันก็เป็นเงินหลักหมื่นเหมือนกันในบางครั้ง ถ้าจะให้พูดเรื่องนี้นี่ผมสามารถขึ้นได้อีกหนึ่งบทความเต็ม ๆ เลยเนื่องจากผมมีประสบการณ์ตรงจากจุดนี้พอสมควร
  • หุ้นนั้นเป็นสิทธิในการเป็นเจ้าของธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และกำไรให้คุณได้ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบของเงินปันผลซึ่งก็ถือว่าเป็น Passive Income ได้ด้วย อันนี้พูดถึงในมุมของ VI นะ แต่ราคาก็ขึ้นลงตามธุรกิจ ดอกเบี้ย และความคาดหวังของตลาด ซึ่งบางคนก็จะเป็น Trader อย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ต้องการปันผล ในกรณีนี้อาจจะเรียกได้ว่าคุณน่าจะกำลังคาดหวังเลือกหุ้นที่เติบโต แต่มันก็จะมีปัญหาอยู่อย่างนึงซึ่งนั่นก็คือปัญหาธรรมาภิบาลและหลักการบริหารซึ่งก็จะต้องไปลุ้นกันเอาว่าบริษัทไหนจะดีหรือไม่ดี
  • ทองคำมี Physical Scarcity และประวัติการใช้เป็น Monetary Asset ยาวนาน แต่การถือและเคลื่อนย้ายจำนวนมากก็มีต้นทุนมากเช่นกัน และยิ่งมีความอันตรายมากขึ้นมาอีกขั้นเมื่อคุณไปซื้อทองใน Application หรือแม้กระทั่งทองคำกระดาษผ่านตลาด Future ต่าง ๆ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้คุณได้ถือทองจริง ๆ เลยแม้แต่น้อย
  • พวกกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม ก็เป็นสิ่งที่มีผู้จัดการกองทุนเอาเงินเหล่านี้ไปลงทุนในหุ้น ซึ่งเวลาหุ้นล่วงมันมักจะร่วงทั้งแผง ซึ่งก็เป็นผลให้ผลประกอบการของกองทุนนั้นแดงเถือกได้เช่นกัน แถมยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนในอัตราหลายเปอร์เซ็นอีกด้วย และยิ่งต้องระมัดระวังในเวลาที่เราจะขายหน่วยลงทุนทิ้งเพราะอาจจะทำให้เราต้องเสียภาษีอีกดอกนึงด้วย
  • Bitcoin นั้นมี Supply Schedule ที่ตรวจสอบได้และสามารถโอนผ่านเครือข่ายดิจิทัลได้ แต่ราคายังผันผวนสูงและมีความเสี่ยงเฉพาะของมันเอง

ดังนั้นคำว่า

“Inflation Hedge”

ไม่ควรถูกใช้เหมือน Sticker ที่แปะบน Asset แล้วจบ

เราต้องถามต่อว่า

Hedge อะไร ?

ช่วงเวลาไหน ?

วัดด้วยอะไร ?


14. Time Horizon นั้นสำคัญสุดๆ

ผมอยากจะลองถามสองคำถามกับคุณว่า

Bitcoin นั้นสามารถรักษากำลังซื้อของผมใน 30 วันได้ไหม ?

กับอีกคำถามนึงที่ว่า

Bitcoin นั้นจะสามารถรักษากำลังซื้อของผมในอีก 20 ปีได้ไหม ?

สองคำถามนี้ไม่เหมือนกันเลย

Asset ที่ผันผวนมากก็สามารถกลายเป็น Asset ที่แย่มากสำหรับคนที่ต้องใช้เงินเดือนหน้า แต่ในอีก Time Horizon หนึ่งอาจให้ผลลัพธ์ต่างออกไป

และในทางกลับกัน Asset ที่นิ่งมากในระยะสั้นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะรักษากำลังซื้อได้หลายสิบปีข้างหน้า

ดังนั้นถ้ามีคนบอกว่า

Bitcoin เป็น Inflation Hedge ที่ยอดเยี่ยม

คำถามแรกที่ผมอยากถามนั้นมันไม่ใช่

จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว?

แต่มันคือ

“วัดในช่วงเวลาไหน ?”

ถ้าเราไม่กำหนด Time Horizon ไว้ให้มัน คำถามพวกนี้มันจะตีความยังไงก็ได้ ซึ่งก็จะทำให้เกิดคำตอบที่ไม่ตรงใจผู้ถาม


15. Bitcoin เงินเฟ้อ และ Volatility อยู่ด้วยกันได้นะ

ตรงนี้ดูเหมือนมันจะขัดแย้งกันตอนแรก

เพราะว่า Bitcoin มี Monetary Policy ที่ Predictable มาก

แต่ Market Price ของมันนั้นกลับผันผวนมาก

จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้สบาย ๆ เลยนะ

เพราะว่า

Supply Policy Predictability

ไม่เท่ากับ

Price Predictability

แน่นอนว่า Protocol ของ Bitcoin นั้นอาจคาดการณ์ได้

แต่ Demand ของมนุษย์นั้นคาดการณ์ได้ยากเหลือเกิน

วันนี้คนมอง Bitcoin เป็น Speculative Asset มีไว้เพื่อเกร็งกำไร Only

พรุ่งนี้บางคนมองเป็น Savings Technology ที่มีขุมพลังเหลือหลาย

อีกคนมองเป็น Payment Network ที่ไวปู๊ดป๊าด ไกลข้ามโลก แถม Settle ในบัดดล

อีกคนก็ไม่เอาเลย

Market Price จึงสะท้อนการประเมินมูลค่าที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

เมื่อ Bitcoin สามารถมี Supply Schedule ที่แข็งแกร่งมาก ๆ

และมันก็มี Price Chart ที่ดูเหมือนคนเมาขับรถได้

ผมบอกได้เลยว่าไอ่เจ้า Bitcoin นั้นไม่มีอะไรขัดกัน ความงงงวยนี้ล้วนอยู่ร่วมกันได้ทั้งหมด


16. แล้ว Bitcoin “ป้องกัน” อะไรได้ชัดเจนที่สุด?

ผมว่าเราลองมาเปลี่ยนภาษานิดหนึ่งดีกว่ามั้ย ?

แทนที่จะถามว่า

Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อไหม ?

เราลองเปลี่ยนมาถามว่า

Bitcoin ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงแบบไหนกันแน่ ?

คำตอบหนึ่งที่ค่อนข้างตรงกับตัว Protocol ของ Bitcoin เองนั้นก็คือ

ความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของ Supply โดยผู้มีอำนาจ

ถ้าผมถือเงินบาท ผมอยู่ภายใต้ Monetary System ของเงินบาท

ถ้าผมถือหุ้น ผมมีความเสี่ยงจากบริษัทจำกัดทั้งหลาย

ถ้าผมถือทองคำ ผมอยู่ภายใต้ Supply Dynamics ของทองคำ

ถ้าผมถือ Bitcoin ผมอยู่ภายใต้กฎของ Bitcoin และความเสี่ยงของตลาด Bitcoin

คุณจะเห็นได้ว่าไม่มี Asset ไหนลอยอยู่เหนือโลก

ทุกอย่างมี Trade-off เหมือนกันหมด

สิ่งที่ Bitcoin แปลกแยกออกไปคือมันพยายามทำให้ Monetary Issuance ให้เป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมสามารถตรวจสอบได้

แต่ตลาดก็ยังมีสิทธิ์ที่จะบอกว่า

วันนี้ผมให้ Bitcoin ราคาเท่านี้นะ


17. แล้ว Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือ ?

ตอนนี้คำถามเริ่มน่ารำคาญแล้วล่ะ

เพราะมันคือ…

ขึ้นอยู่กับว่าเราหมายถึงอะไร ?

ถ้าคุณหมายถึงว่า

Bitcoin จะรับประกันว่ากำลังซื้อของเราจะไม่ลดลงเมื่อ CPI เพิ่มขึ้น ?

ซึ่ง Bitcoin มันไม่มีการ Guarantee แบบนั้น

ราคาของ Bitcoin สามารถลดลงในช่วงที่ Consumer Prices กำลังเพิ่มได้

แต่ถ้าหากว่าคุณหมายถึง

Bitcoin จะมี Supply Policy ที่ไม่สามารถเพิ่มหน่วยขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบสนองต่อ Demand ได้ง่ายเหมือน Monetary System อื่น ๆ ?

อ่าห์……นี่คือคุณสมบัติที่ Protocol ถูกออกแบบมาให้มันเป็นอย่างนั้น

แล้วถ้าคุณหมายถึง

Bitcoin จะรักษาความมั่งคั่งได้ดีกว่า Asset อื่นในอนาคต ?

นั่นเป็นอีกคำถามหนึ่ง และต้องมีสมมติฐานเกี่ยวกับ Demand, Adoption, Regulation, Technology, Security และ Time Horizon แถมยังมี Topic อื่น ๆ อีกเพียบให้พิจารณา

ดังนั้นคำว่า Bitcoin เงินเฟ้อ ถ้าจะคุยให้มีประโยชน์ ผมว่าเราต้องเลิกพยายามยัดทุกอย่างลงในประโยคเดียว

เพราะว่า

Fixed Supply ≠ Fixed Price ≠ Fixed Purchasing Power


FAQ — Bitcoin เงินเฟ้อ

Bitcoin เงินเฟ้อเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

Bitcoin มี Supply Schedule ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งการผลิต BTC ใหม่ต้อทำตามกฎของ Protocol แถมมี Maximum Supply กำหนดตายตัวไว้แล้วโดยประมาณ 21 ล้าน BTC แต่สิ่งนี้ไม่ได้รับประกันว่าราคา Bitcoin หรือกำลังซื้อของผู้ถือจะคงที่

Bitcoin เป็น Inflation Hedge หรือไม่ ?

ขึ้นอยู่กับนิยามและช่วงเวลาที่ใช้วัด หากหมายถึง Asset ที่ต้องเพิ่มมูลค่าตาม CPI ทุกช่วงเวลา Bitcoin ไม่ได้รับประกันคุณสมบัตินั้น แต่หากหมายถึง Asset ที่มีข้อจำกัดต่อการขยาย Monetary Supply แล้วล่ะก็ Bitcoin มีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดดังกล่าว

Bitcoin มีเงินเฟ้อหรือไม่ ?

ถ้าใช้ Inflation ในความหมายของ Supply Growth แล้วล่ะก็ Bitcoin ยังมี BTC ใหม่เข้าสู่ระบบผ่าน Block Subsidy แต่อัตราการออกใหม่ลดลงตาม Halving Schedule

Bitcoin มี 21 ล้านแล้วทำไมราคายังลงได้ ?

เพราะ Supply เป็นเพียงด้านหนึ่งของราคา ส่วน Demand สามารถเพิ่มหรือลดได้ แม้ Maximum Supply จะไม่เปลี่ยนไป ดังนั้น Fixed Supply ไม่ได้หมายถึง Fixed Price

Halving ทำให้ Bitcoin ราคาขึ้นหรือไม่ ?

Halving ลดอัตราการออก Bitcoin ใหม่ตามที่ Protocol กำหนดไว้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาตลาดจะเพิ่มขึ้น ซึ่งราคาของ Bitcoin ยังขึ้นอยู่กับ Supply และ Demand ในตลาด รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย

ถ้า CPI สูง Bitcoin ต้องขึ้นตามหรือไม่ ?

Bitcoin Protocol ไม่ได้มี Mechanism ที่ผูกราคา BTC เข้ากับ CPI และที่สำคัญราคาของ Bitcoin สามารถขึ้นหรือลงในช่วงที่ CPI กำลังเพิ่มได้

Bitcoin กับทอง อะไรป้องกันเงินเฟ้อได้ดีกว่า ?

คำถามนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ตัวชี้วัด ความเสี่ยง และความหมายของคำว่า Inflation Hedge ทองและ Bitcoin มี Scarcity Mechanism, ประวัติการใช้งาน, Liquidity และความผันผวนที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถสรุปจาก Supply เพียงอย่างเดียวได้


สุดท้ายแล้วไอ่หัวข้อ Bitcoin เงินเฟ้อ นั้นมันป้องกันซึ่งกันและกันมั้ย ? หรือป้องกันอะไร ?

ตอนแรกคำถามนี้ดูง่ายดายเอามาก ๆ

เพราะสิ่งที่เรารับรู้ก็คือ เงินเฟ้อทำให้เงินซื้อของได้น้อยลง

แล้ว Bitcoin ก็มีจำกัดเพียงแค่ 21 ล้านเหรียญ

งั้นเราก็มาซื้อ Bitcoin กันเถอะ

จบข่าวในพระราชสำนัก

แต่พอแยกมันออกมาทีละชั้น เรื่องมันไม่ง่ายแบบนั้น

ราคาก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ถูกกำหนดอยู่ใน Bitcoin Protocol

แถม CPI ไม่ได้อยู่ใน Block Header ซะด้วย

แล้วไม่มี Node ตัวไหนตรวจว่า

ซึ่ง Bitcoin ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก๋วยเตี๋ยวคืออะไร ?

สิ่งที่มันรู้คือกฎของมันเอง

Block นี้ Valid ไหม ?

Transaction นี้ Valid ไหม ?

Coinbase สร้าง Bitcoin เกินกฎไหม ?

Proof of Work ถูกไหม ?

และ State ที่ผมกำลังตรวจสอบเป็นไปตาม Consensus Rules ที่ผมเลือกใช้หรือเปล่า ?

พอมองแบบนี้ ผมเลยรู้สึกว่าประโยค

“Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อ”

อาจทำให้ Bitcoin ดูเหมือนทำอะไรได้มากกว่าที่ Protocol ทำจริง ๆ

Bitcoin ไม่ได้สัญญาว่าของจะถูกลง

ไม่ได้สัญญาว่าราคาตัวมันเองจะขึ้น

ไม่ได้สัญญาว่ากำลังซื้อของเราจะไม่ลดลง

มันทำสิ่งที่เล็กกว่านั้นมาก ๆ เลย

แต่ก็น่าสนใจเหมือนกันนะ

มันทำให้เรารู้ล่วงหน้าได้ว่า กฎการผลิตเงินของมันคืออะไร ?

และเปิดให้เราตรวจสอบกฎนั้นเองได้

แล้วพอมาถึงตรงนี้ คำถามที่ค้างอยู่ในหัวผมเลยไม่ใช่

“Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อได้ไหม?”

แต่กลายเป็น…

ถ้าเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเงินหนึ่งหน่วยในอนาคตจะซื้ออะไรได้บ้าง ? อย่างน้อย เราก็ควรมีสิทธิ์ที่จะรู้ไหมว่า จะมีใครสร้างเงินที่เราถือเพิ่มขึ้นมาได้อีกเท่าไร ?

Similar Posts

  • ทำไมคุณถึงรวยยากขึ้นทุกปี ?

    นี่เป็นคำถามและเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประชาชนไทยในห้วงเวลานี้เลยก็ว่าได้กับคำถามที่ว่า “ทำไมรวยยาก ?” ความรู้สึกมันเหมือนกับว่าเราเหมือนจะอยู่รอดได้ไปวัน ๆ อ่ะนะ แต่มันก็ไม่รวยซักที ไม่สามารถซื้อข้าวของที่อยากได้ได้ตามใจปราถนา มันเป็นเพราะอะไรกัน ? ถ้าหากให้ผมย้อนเวลากลับไปตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ในตอนที่ผมอายุ 22 ปี แน่นอนว่าเด็กจบใหม่นั้นเงินเดือนก็ยังไม่เยอะ นี่ขนาดผมเริ่มงาน Engineer นะ ยังมีเงินเดือนเริ่มต้นเพียง 17,500 บาท เอง แล้วค่าหอพักก็ปาไปแล้ว 6,800 บาทต่อเดือน ประสบการณ์ก็แทบไม่มี มีเพียงความสดใสของวัยรุ่นที่พร้อมจะลุยไปกับทุกอย่างแถมมีคำพูของโค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ฝังหัวไว้ว่า “เริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน” ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจอะไรมากมายนักเกี่ยวกับเรื่องการเงินการธนาคาร ในตอนนั้นผมคิดง่าย ๆ แค่ว่า ทำงาน → เก็บเงิน → เงินเดือนขึ้น → มีเงินเยอะขึ้น → รวยขึ้น มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี ฟังดูแล้วเหมือนมันง่ายดายเอามาก เพราะว่าแม่ผมก็อวยพรกับผมก่อนที่จะออกมาทำงานใน กทม. ว่า “ขอให้ทำมาหาเก็บนะลูก ไม่ใช่ทำมาหากิน” ซึ่งผมก็โอเค แต่เมื่อเวลาผ่านไป เงินเดือนของผมก็เพิ่มขึ้นดั่งใจหมาย…

  • เงินเฟ้อคืออะไร ? ทำไมเงิน 1,000 บาทซื้อของได้น้อยลงทุกปี ?

    ผมอยากให้ลองนึกถึงธนบัตรแบงค์ 1,000 บาท ที่เราเคยถือเมื่อสิบกว่าปีก่อน กับธนบัตร 1,000 บาทที่อยู่ในกระเป๋าของเราในวันนี้ดู หน้าตามันอาจเหมือนเดิม ดูเหมือนกันเด๊ะ ๆ หรืออาจจะแค่ต่างกันตรงที่รูปภาพบนธนบัตรนั้นเปลี่ยนไป แต่ตัวเลขบนธนบัตรก็ก็ยังเขียนว่า 1,000 บาท !!! ไม่ได้มีใครมาแอบลบเลขศูนย์ออก แต่ถ้าหากว่าคุณลองพามันเดินเข้า Supermarket ดูสิ ลองเอามันไปเติมน้ำมันดูสิ ลองเอามันไปกินข้าวดูสิ ลองเอามันไปซื้อกาแฟดูสิ ลองเอามันไปจ่ายค่าเช่าดูสิ หรือเอาไปซื้อของที่เราเคยซื้อเมื่อสิบปีก่อนดูสิ เราจะเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ… ทำไมแบงค์พันใบเดิมของกูแม่งดูเล็กลง ? ถ้าถามว่า เงินเฟ้อคืออะไร คำตอบแบบง่ายที่สุดคือ ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อของเงินหนึ่งหน่วยลดลง แต่ประโยคนี้มันเป็นภาษาในตำราราชบัณฑิตยสถานเกินไปหน่อย ผมชอบคิดอีกแบบนึง คืองี้ เงินเฟ้อไม่ได้ทำให้เลข 1,000 บนธนบัตรของเราหายไป แต่มันทำให้ 1,000 บาทแลกของกลับมาได้น้อยลง แล้วตรงนี้แหละที่เรื่องราวก็เริ่มสนุกขึ้นมาอีกนิดและ (สนุกมึงคนเดียวสิ) เพราะไอ่คำว่า “เงินเฟ้อ” ที่เราพูดกันทุกวัน จริง ๆ แล้วมีหลายเรื่องถูกยัดรวมอยู่ในคำเดียว และเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราเพิ่งคุยกันว่า ทำไมพวกเราถึงรวยยากขึ้นทุกปี 1. เงินเฟ้อคืออะไร แล้ว…