เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร? ฉบับคนไม่เรียนเศรษฐศาสตร์
พักหลังๆมานี่ผมมักจะมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง
เมื่อเวลาที่เราได้ยินคำว่า เศรษฐศาสตร์
หลายคนน่าจะนึกถึงอะไรประมาณนี้ใช่มะ ?
- GDP
- เงินเฟ้อ
- อัตราดอกเบี้ย
- กราฟ Supply Demand
- ตัวเลขเต็มหน้ากระดาษ
แล้วก็อาจมีอาจารย์สักคนยืนชี้กราฟอยู่หน้าห้อง
แต่พอผมเริ่มอ่าน เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ผมกลับเจออะไรบางอย่างที่แปลกกว่านั้น
มันเริ่มจากสิ่งที่ธรรมดามาก ๆ อย่างเช่นคำว่า
มนุษย์
มนุษย์ต้องการอะไร ?
มนุษย์จะเลือกอะไร ?
ทำไมเราถึงยอมแลกของที่เรามีกับของของคนอื่น ?
ราคาของแต่ละสิ่งนั้นมาจากไหน ?
แล้วคนเป็นล้าน ๆ คนที่แม่งไม่รู้จักกันเลย…
ร่วมมือสอดประสานการผลิตของทั้งเมืองเข้าด้วยกันได้ยังไง ?
ผมเลยอยากลองทำอะไรแบบเดิมๆ
แทนที่จะเริ่มจาก Definition ของคำศัพท์ต่างๆนั้น
เราลองสร้างเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาจากคนธรรมดาคนหนึ่งกันก่อนดีกว่า
แล้วค่อยดูว่าสุดท้ายมันจะพาเราไปถึงไหน ?
1. เริ่มจากกาแฟหนึ่งแก้วก่อน
ผมสมมุติให้ตอนนี้เป็น 8 โมงเช้า แสงแดดกำลังสาดส่องมาเลย
ผมเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆเลย
แล้วเมื่อคืนผมได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง
ตาจะปิดอยู่ละ
แล้วมีคนเอากาแฟมาให้ผมแก้วหนึ่ง
ผมอาจจะยอมจ่ายค่ากาแฟแก้วละ 100 บาท
โอเค ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าคุณเอากาแฟแก้วเดียวกันมาให้ผมตอน 4 ทุ่ม
ผมอาจตอบว่า

เอ๊ะ….แต่เดี๋ยวก่อนนะ…
กาแฟก็กาแฟแก้วเดิม
เมล็ดกาแฟก็เมล็ดกาแฟเหมือนเดิม
ปริมาณก็มีปริมาณเท่าเดิม
และแน่นอนว่าต้นทุนก็เท่าเดิม
แล้วทำไมตอนเช้ามันมีค่า 100 บาทสำหรับผม ?
แต่ตอนกลางคืนอาจไม่มีค่าอะไรสำหรับผมเลย ?
นี่คือประตูบานแรกของ เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย
Value ไม่ได้อยู่ในสิ่งของ
แต่มันอยู่ใน การประเมินของมนุษย์
มันมีบุคคลท่านหนึ่งที่ชื่อ Carl Menger – Principles of Economics ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Austrian School ได้อธิบายไว้ว่า มูลค่า นั้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของกับความต้องการของมนุษย์ ที่สำคัญคือเขาไม่ได้มองว่าสิ่งของมีมูลค่าในตัวมันเอง
พูดง่าย ๆ เลยก็คือ
กาแฟไม่ได้เดินทางมาพร้อมป้ายราคาจากจักรวาลว่า

แต่ผู้คนต่างหากที่ให้คุณค่ากับมันในราคาเท่านี้ !
และคนคนเดิม…
ในเวลาที่ต่างกัน…
ก็ยังให้คุณค่ามันไม่เท่ากันอีกด้วย
นี่เรียกว่า
Subjective Value หรือ “คุณค่าจะเกิดขึ้นในหัวกระบาลของผู้รับฝั่งตรงข้าม”
2. ถ้า Value เป็น Subjective แล้วราคามาจากไหน?
ตรงนี้เริ่มสนุกละ (สนุกมึงคนเดียวสิ)
สมมุติว่าผมอยากได้กาแฟแก้วนึง
แล้วร้านขายกาแฟก็อยากได้เงินซะด้วยสิ
ในหัวผมได้ทำการเปรียบเทียบมูลค่าว่า

ในหัวของเจ้าของร้านกาแฟก็ได้ทำการเปรียบเทียบมูลค่าว่า

ทีนี้…ถ้าเราสองคนคิดเหมือนกันว่า

นี่ไง!!! อีตรงจุดนี้เนี่ยแหละ จึงเกิดการ Match กันเข้าให้ซะแล้ว
จริง ๆ แล้วไม่มีเหตุผลอะไรให้เราแลกกันด้วยซ้ำ
สิ่งที่ทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นคือ
เราสองคนให้คุณค่าของทั้งสองสิ่งไม่เหมือนกัน
ผมยอมเสียเงินเพื่อจะเอากาแฟ เพราะผมคิดว่าผมชงเองไม่เป็น ถึงจะชงเป็นก็แดกไม่ได้
ร้านยอมเสียกาแฟเพื่อจะเอาเงินของผม เพราะเขาคิดว่าหากไปขายขนมโตเกียวคงได้เงินน้อยกว่านี้
แล้วทั้งสองฝ่ายก็เดินออกจาก Transaction นั้นโดยคิดว่าตัวเองได้สิ่งที่ Match กับจิตใจของตนเองแล้ว
เชี่ย…
ตรงนี้ผมชอบมาก
เพราะคำว่าตลาด มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนทุกคน เห็นตรงกัน
ตลาดเกิดขึ้นได้เพราะคนเรา
เห็นไม่ตรงกัน
3. แล้วใครเป็นคนกำหนดราคา ?
งั้นร้านกาแฟตั้ง 10,000 บาทต่อแก้วได้ไหม ?
ได้สิ เอาเล๊ยยยยยย
มันก็ไม่ได้มีใครห้ามมันเขียนป้ายราคานินา
แต่คำถามถัดมาก็คือ
จะมีคนซื้อไหม?
ร้านหนึ่งอาจคิดว่ากาแฟควรจะขายที่ราคาแก้วละ 150 บาท
ลูกค้าอาจจะคิดว่ามันแพงไปสำหรับเขา
อีร้านข้าง ๆ อาจจะขายกาแฟแก้วละ 80 บาท
แต่รสชาติห่วยแตกหมาไม่แดก คนกินตายคนคายรอด
ส่วนอีกร้านนึงขายกาแฟแก้วละ 120 บาท
แต่คนต่อคิวยาวทุกเช้า
ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเลยสักคนที่รู้ว่า
ราคาที่ถูกต้องคือเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นคนซื้อหรือคนขาย
มันค่อย ๆ ถูกค้นพบผ่านการกระทำของคนจำนวนมาก
ซื้อ…
ไม่ซื้อ…
ขึ้นราคา…
ลดราคา…
เปิดร้าน…
ปิดร้าน…
เปลี่ยน Supplier…
เปลี่ยนเมล็ด…
ลูกค้าเดินหนี…
ลูกค้ากลับมา…
ราคาในตลาดจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เขียนบนป้าย…
มันเป็นผลจากการตัดสินใจของคนจำนวนมหาศาลที่กำลังใช้ข้อมูลในกระบาลของตัวเองอยู่นั่นเอง
4. แล้ว Marginal Utility คืออะไรวะ?
สมมุติว่าผมหลงทางอยู่กลางทะเลทราย
และมีน้ำ 5 ขวด
ขวดแรก
ผมเอาไว้ดื่มเพื่อไม่ให้ตาย
ขวดที่สอง
เอาไว้ทำอาหาร
ขวดที่สาม
ผมเอาไว้ล้างหน้า
ขวดที่สี่
ผมอาจจะเอาไปล้างรองเท้า
ขวดที่ห้า…
ผมจะเอาไปรดต้นกระบองเพชรเล่น ๆ ขำ ๆ
ซึ่งน้ำทุกขวดมันก็เป็นน้ำเหมือนกัน
แต่หน่วยที่ผมมีเพิ่มเติมแต่ละหน่วยนั้นมันไม่ได้มีความสำคัญกับผมเท่ากันในทุกๆขวด
ถ้าผมมีน้ำแค่หนึ่งขวดแล้วคุณมาเอาของผมไป
มึงกับกูได้ต่อยกันแน่นอน…
แต่ถ้าผมมีน้ำอยู่ 10,000 ขวด
จากนั้นคุณมาขอจากผมไปขวดหนึ่ง
ผมก็แบบ…เออ…เอาไปเหอะ
นี่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า Marginal Utility ได้ยอดเยี่ยมเลย ซึ่งมันให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่คุณหิวๆอ่ะ เบอร์เกอร์งูสิงชิ้นแรกมันจะมีคุณค่าในสายตาคุณมากที่สุด แต่พอคุณได้กินไปชิ้นนึงแล้ว ชิ้นที่ 2 จะเริ่มโดนลดคุณค่าลงละ ยิ่งชิ้นที่ 3 นี่ไม่ต้องพูดถึง คุณสามารถเอาไปทิ้งถังขยะได้เลย
ทำไมอ่ะ ? นั่นก็เบอร์เกอร์ทั้ง 3 ชิ้นมันก็เหมือน ๆ กัน แต่คุณค่าที่ปรากฏขึ้นในหัวของเรานั้นดันไม่เหมือนกันทุกครั้งไป
ซึ่งเราไม่ได้ประเมิน “น้ำทั้งหมดบนโลก” แล้วหารออกมาเป็นมูลค่าต่อขวด
เพียงแต่เรากำลังตัดสินใจเกี่ยวกับ หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตรงหน้า และความต้องการที่หน่วยนั้นจะไปตอบสนองความรู้สึกของเรา
ตรงนี้เองที่แนวคิดเรื่อง Marginal Utility ช่วยอธิบายปริศนาเก่า ๆ อย่าง
ทำไมน้ำที่จำเป็นต่อชีวิตมากๆถึงอาจจะราคาที่ถูกลงได้
แต่เพชรแท้เม็ดเป้งๆที่เราไม่มีก็ไม่ตาย กลับมีราคาแพงขึ้นมาได้
5. ทีนี้เพิ่มคนอีกคนเข้ามาอีกหน่อนึงนั่นก็คือ — ผู้ประกอบการ
กลับมาร้านกาแฟกันอีกดอก
เมื่อเจ้าของร้านกาแฟจำเป็นต้องตัดสินใจว่า
พรุ่งนี้ลูกค้าจะอยากได้อะไร ?
พรุ่งนี้จะต้องซื้อเมล็ดกี่กิโล ?
ปีนี้จะจ้างพนักงานกี่คน ?
เช่าร้านตรงไหนดี ?
จะซื้อเครื่อง Espresso ราคาเท่าไรดี ?
จะขายแก้วละ 80 บาท หรือ 120 บาท ดีนะ ?
ซึ่งปัญหาก็คือ…
อนาคตมันยังไม่เกิดขึ้น
เจ้าของร้านก็ยังไม่รู้คำตอบ
อย่าเก่งก็ทำได้แค่คาดการณ์หรือนั่งเทียนทึกทักคิดเอาเอง
ถ้าเจ้าของร้านคาดการณ์ถูกต้อง
รายได้จะมากกว่าต้นทุนที่ลงทุนไป
แล้แน่นอนว่ามันจะเกิด Profit แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ถ้าเจ้าของร้านคาดการณ์ผิด
ดันไปซื้อของที่คนไม่ต้องการมาขาย
ตั้งราคาผิด
เปิดผิดที่ผิดทำเล
เรียบร้อยเลยว่า Loss หรือขาดทุนอย่างหนักหน่วง
ในมุมนี้ Profit กับ Loss ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขรายงานประจำปี
มันกำลังส่ง Signal บางอย่างกลับไปหาคนที่จัดสรรค์ทรัพยากร

Mises ให้ความสำคัญมากกับ monetary calculation ในกระบวนการผลิตและการตัดสินใจของผู้ประกอบการ โดยราคาและจำนวนเงินทำให้สามารถเปรียบเทียบต้นทุนกับผลลัพธ์และกำไร / ขาดทุนได้อย่างแม่นยำ
6. แต่สัจจธรรมบนโลกใบนี้คือ ไม่มีใครรู้ไปเสียทุกอย่าง
นี่เป็นส่วนที่ผมชอบมากที่สุดในบทความนี้เลย
หากคุณอยากลองเปิดร้านกาแฟในกรุงเทพฯ
คุณจะต้องรู้ว่า
ลูกค้าแถวนี้ชอบกาแฟแบบไหน ?
ลูกค้าแถวนี้เป็นคนแบบไหน มีนิสัยแบบไหน ?
ลูกค้าแถวไหนมีรายรับประมาณเท่าไร ?
ค่าเช่าที่เปิดร้านจะเท่าไร ?
พนักงานที่จะมาทำงานที่ร้านคุณนั้นจะหาได้จากไหน ?
เมล็ดกาแฟตัวไหนกำลังขาดหรือกำลังฮิต ?
ค่าน้ำค่าไฟจะขึ้นราคาไหม ฦ
ฝนตกหรือเปล่า ? หรือพายุจะเข้าช่วงไหน ?
หน้าร้านกำลังซ่อมถนนหรือท่อระบายน้ำไหม ? บังคับห้ามจอดไหม ?
คู่แข่งเปิดร้านใหม่ข้างๆหรือยัง ?
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหัวของคนคนเดียว
มันกระจายอยู่ในหัวคนเป็นล้านคน
แน่นอนว่า Farmer ก็จะมีความรู้เรื่องไร่ของเขาเป็นอย่างดี
Importer ก็จะมีความรู้เรื่อง Shipping เป็นอย่างดี
Barista ก็จะรู้ว่าลูกค้าชอบอะไร ?
เจ้าของตึกก็จะรู้ว่าค่าเช่าควรจะเท่าไร ?
ลูกค้าเองก็รู้ว่าเช้านี้ตัวเองจะต้องกินอะไร ?
ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครหน้าไหนเลยที่จะมีข้อมูลทั้งหมดในหัวของคนคนเดียว
และนี่ก็จะพาเราไปหาคนที่ชื่อ Friedrich Hayek
Hayek อธิบายปัญหานี้อย่างมีอิทธิพลมากใน The Use of Knowledge in Society: ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากที่กระจายอยู่ในหมู่ผู้คน และระบบราคาเป็นสิ่งที่ช่วยสื่อสารข้อมูลบางส่วนที่จำเป็นต่อการปรับตัว โดยไม่ต้องให้คนคนเดียวรู้รายละเอียดทั้งหมด
นี่คือ Knowledge Problem
ไม่ใช่เพราะคนวางแผนโง่
แต่นั่นเป็นเพราะ…
ข้อมูลมหาศาลที่ต้องใช้แม่งไม่ได้อยู่กับเขาคนเดียวตั้งแต่แรก และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสมองมนุษย์คนไหนที่จะจดจำข้อมูลรอบกายได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ
7. ราคาแม่งกำลังสื่อการกับเราอยู่ตลอดเวลา
ผมสมมุติว่าปีนี้ผลผลิตเมล็ดกาแฟบางพื้นที่ลดลง
และตัวผมเองไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่า
ฝนที่ไหนตกน้อย ที่ไหนแห้งแล้ง ?
ไร่ไหนมีปัญหา ?
เรือลำไหนมาช้า ?
Warehouse ไหนที่ของขาด ?
แต่สิ่งที่ผมอาจเห็นคือ
ราคาเมล็ดกาแฟสูงขึ้น
นั่นเป็น Infomation ท้ายสุดที่มันถูกประมวลจากตลาดมาโดยสมบูรณ์แล้ว และสื่อสารกับเจ้าของร้านว่าให้เริ่มประหยัด
หรือเริ่มต้นหา Supplier ใหม่ ?
หรือเปลี่ยนเมล็ด House Blend ?
หรือขึ้นราคาต่อแก้ว ?
นี่คือการสื่อสารที่ Full Information มากๆโดยที่คนอีกฝั่งของโลกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไร่กาแฟแห่งนั้น
แต่พฤติกรรมของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
ซึ่ง Hayek ใช้ตัวอย่างลักษณะนี้เพื่อแสดงว่าระบบราคาสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสื่อสารและประสานความรู้ที่กระจัดกระจายได้
แน่นอนว่าราคามันไม่ได้บอกทุกอย่าง
แต่มันย่อข้อมูลบางอย่างที่คนต้องใช้ในการตัดสินใจลงมาเหลือแค่
Market Signal
นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มมองป้ายราคาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
8. แล้วถ้าเราไม่ใช้ราคาล่ะ จะเป็นอะไรได้อีก?
สมมุติแทนที่จะให้ร้านกาแฟแต่ละร้านตัดสินใจเอง
เราตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมา
มีชื่อว่า
กระทรวงการกาแฟแห่งชาติ
หน้าที่คือกำหนดว่า
ประเทศไทยควรจะผลิต Latte กี่แก้ว ?
ประเทศไทยควรจะผลิต Americano กี่แก้ว ?
ต้องตัดสินใจว่าร้านไหนต้องใช้เมล็ดกี่กิโล ?
ตัดสินใจว่าเครื่อง Espresso รุ่นนี้ควรไปอยู่จังหวัดไหน ?
คนไทยควรกินกาแฟกี่แก้วต่อวัน ?
มันก็อาจจะฟังดูตลก
แต่คำถามจริงๆข้างหลังนั้นมันไม่ตลกเลย
คนตรงกลางจะรู้ได้ยังไงว่าทรัพยากรควรถูกใช้ตรงไหน ?
และถ้า Information ของตลาดมันถูกกดเอาไว้โดยการ “กำหนดราคา” ให้เหมือนๆกันหมดทั้งประเทศ
เราจะเปรียบเทียบทางเลือกการผลิตที่ซับซ้อนได้ยังไง ?
ตรงนี้พาไปสู่ Economic Calculation Problem ของ Ludwig von Mises
ซึ่ง Mises ให้เหตุผลว่าการคำนวณทางเศรษฐกิจว่า ราคาคือสิ่งจำเป็นที่จะสะท้อนการจัดสรรค์ทรัพยากรภาคการผลิต โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนในตลาด เพราะถ้าราคาไม่ Flow ไปตามปัจจัยการผลิตเหล่านั้น การเปรียบเทียบในหัวของลูกค้าและคนผลิตเองก็จะมีปัญหา การ Lock ราคามันไปปิดกั้น Knowledge หรือการรับรู้ของผู้คน
นี่ไม่เหมือนกับ Knowledge Problem ของ Hayek เป๊ะ ๆ
เพียงแต่สองเรื่องนี้มันเกี่ยวกัน
แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
อันหนึ่งถามเรื่อง Calculation
อีกอันถามเรื่อง Knowledge
9. แล้ว Money โผล่มาจากไหน?
ทีนี้เรามีทั้ง
- มนุษย์
- คุณค่าหรือ Value
- การแลกเปลี่ยนหรือ Exchange
- ราคาหรือ Price
- ตลาดหรือ Market
- ผู้ประกอบการหรือ Entrepreneur
ซึ่งมันจะเหลืออีกอย่างนึงเป็นชิ้นสุดท้ายนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า
Money
สมมุติผมขายกาแฟ
แต่ผมอยากได้รองเท้า
คนขายรองเท้าไม่อยากได้กาแฟ
เรากลับมาเจอปัญหาที่คุยกันในบทความ Bitcoin Austrian Economics อีกดอกนึงแล้ว
ของบางอย่างเริ่มถูกคนยอมรับ
ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องการใช้มันโดยตรง
แต่เพราะมันสามารถเอาไปแลกเป็นอย่างอื่นอีกทอดนึงได้ง่าย
Carl Menger อธิบายการเกิดขึ้นของเงินผ่านกระบวนการตลาดลักษณะนี้
ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์นั้น ไม่มีใครจำเป็นต้องประชุมกันทั้งหมู่บ้านแล้วประกาศว่า

ของที่มี Marketability สูงกว่าจะค่อย ๆ มีข้อได้เปรียบในการถูกใช้เป็น Medium of Exchange เองเลย
แล้วเมื่อคนอีกคนนึงรับรู้ว่าคนอื่นก็รับมัน…คนอื่นๆก็อยากได้มัน…
มันก็จะยิ่งมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยน
ตรงนี้คืออีกเหตุผลหนึ่งที่เรื่อง Money ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากใน Austrian Economics
เพราะเงินไม่ได้ถูกมองเป็นแค่กระดาษที่ใช้ซื้อสิ่งของ
แต่มันเชื่อมการแลกเปลี่ยนของคนจำนวนมหาศาลเข้าด้วยกัน
10. แล้ว Time Preference ล่ะ?
สมมุติผมให้เลือก
กาแฟหนึ่งแก้วตอนนี้
กับ
กาแฟหนึ่งแก้วปีหน้า
ถ้าทุกอย่างในกาแฟทั้ง 2 แก้วนี้เหมือนกันเด๊ะๆเลยล่ะ…
ผมน่าจะเอาตอนนี้ 😂
คุณเห็นมั้ยว่ามนุษย์ต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลาว่า
จะบริโภควันนี้ ?
หรือเก็บทรัพยากรไว้เพื่ออนาคต ?
ใน Austrian Economics แนวคิดเรื่อง Time Preference มีบทบาทสำคัญต่อการอธิบายดอกเบี้ย การออม และ Capital Structure
แต่ตรงนี้เรายังไม่ต้องขุดหลุมลงไปลึกมากนัก
เพราะหลุมนี้แม่งลึกอีกมาก (อีกแล้วหรอ?)
แต่มีสิ่งนึงที่ผมอยากให้คุณเห็นก่อนเลยก็คือ
เศรษฐศาสตร์ออสเตรียไม่ได้มองแค่ว่า
ของอะไรมีราคาเท่าไร ?
แต่พวกเขามองเข้าไปถึง
มนุษย์จะเลือกใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ผ่านกาลเวลาอย่างไร ?
11. แล้ว Austrian Economics คืออะไรกันแน่?
ตอนนี้ผมอยากให้พวกเราค่อยๆกลับมาตอบคำถามแรก
ถ้าจะพูดแบบง่ายๆก็คือ
เศรษฐศาสตร์ออสเตรียเป็นแนวทางทางเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มวิเคราะห์จากการกระทำและการเลือกของปัจเจกบุคคล แล้วพยายามอธิบายปรากฏการณ์อย่าง Value, Price, Exchange, Money, Capital และ Market จากการกระทำเหล่านั้น
แต่ Austrian School ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Menger
มันพัฒนาส่งต่อผ่านนักคิดหลายรุ่น ยกตัวอย่าง เช่น
Carl Menger
→ Value, Marginalism, Money
Eugen von Böhm-Bawerk
→ Capital, Interest, Time
Ludwig von Mises
→ Money, Economic Calculation, Praxeology
Friedrich Hayek
→ Knowledge, Prices, Business Cycles, Institutions
และยังมีคนอื่นอีกเยอะแยะ
ที่สำคัญคือพวกเขาก็ไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่องนะ
ซึ่งแน่นอนว่า “Austrian Economics” จึงไม่ควรถูกอ่านเหมือนหนังสือศาสนาที่มีคำตอบที่ถูกต้องอยู่แค่ชุดเดียวเท่านั้น
12. Praxeology คืออะไร?
ถ้าหากว่าคุณได้อ่านงานเขียนของ Mises ต่อไปอีกหน่อย
คุณจะหนีคำนี้ไม่พ้นคำว่า
ซึ่ง Mises ใช้คำนี้กับศาสตร์ทั่วไปที่ว่าด้วย Human Action และวาง Economics ไว้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบนั้น โดยเริ่มจากข้อเท็จจริงว่ามนุษย์กระทำอย่างมีจุดหมายและเลือกใช้ means เพื่อไปสู่ ends ที่ต้องการ
นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ Austrian Economics แตกต่างจากแนวทางเศรษฐศาสตร์บางสายอย่างชัดเจน
และก็เป็นหนึ่งในส่วนที่ถูกถกเถียงกันมากที่สุดด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นผมไม่อยากเขียนว่า

หรือ

ซึ่งถ้าจะให้ผมพูดแบบนั้นมันก็แบบนั้นหยาบเกินไป
ประเด็นคือ Methodology ของ Austrian School นั้นซับซ้อนกว่าที่เราเห็นมากๆ และนักเศรษฐศาสตร์ Austrian เองก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียดของแต่ละคนด้วยเช่นกัน (อะไรกันนักหนาวะ ?)
วันนี้เอาแค่ให้คุณรู้ก่อนว่า
สำหรับ Mises จุดเริ่มต้นของ Economics ที่เริ่มต้นมาจาก
Human Action
ซึ่งไม่ใช่ Spreadsheet หรือ Excel อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันมักทำกัน
13. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ Bitcoin อีกแล้ววะ? 😂
นี่แหละครับที่ทำให้ผมหลงเข้ามาในหลุมกระต่ายหลุมลึกๆนี้
ผมไม่ได้เริ่มอ่าน Austrian Economics เพราะอยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์
แท้จริงแล้วใครๆก็รู้ว่าผมเริ่มจาก Bitcoin ง่าวๆนี่แหละ
แล้ว Bitcoin โยนคำถามมาให้สมองผมได้ขบคิด
ถ้าเป็นประโยคเด็ดที่กระแทกหัวกระบาลผมอย่างจังเลยก็คือ เงินคืออะไร ?
รองลงมาก็คือ Value มาจากไหน ?
อันถัดไปก็คือ ทำไมคนถึงยอมรับเงิน ?
Scarcity หรือความหายากนั้นสำคัญยังไง ?
ใครที่สมควรเป็นคนควบคุม Supply ของเงิน ?
แล้วตลาดประสานนำพาคนที่ไม่รู้จักกันให้มาแลกเปลี่ยนกันได้ยังไง ?
Property Rights หรือทรัพย์สินส่วนบุคคลนั้นสำคัญแค่ไหน ?
แล้วผมถึงค่อยย้อนมาเจอ Menger, Mises และ Hayek
เพราะงั้น Bitcoin กับ Austrian Economics ไม่จำเป็นต้องถูกมัดรวมกันจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
ซึ่ง Bitcoin ไม่ได้พิสูจน์ว่า Austrian Economics ถูกทุกเรื่อง
และ Austrian Economics ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่า Bitcoin ต้องประสบความสำเร็จ
แต่ Bitcoin ทำให้คำถามบางอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์พวกนี้เถียงกันมานานมาก…
กลับมาจับต้องได้อีกครั้ง
FAQ — เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย
เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร?
เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย หรือ Austrian Economics เป็นสำนักความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดจาก Carl Menger ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และพัฒนาต่อโดยนักคิดอย่าง Böhm-Bawerk, Ludwig von Mises และ Friedrich Hayek โดยให้ความสำคัญกับการเลือกของปัจเจกบุคคล Subjective Value กระบวนการตลาด ราคา เงิน ทุน และความรู้ที่กระจายอยู่ในสังคม
Austrian Economics มาจากประเทศออสเตรียหรือเปล่า?
ถ้านับแค่ต้นกำเนิดก็ใช่ครับ นักคิดยุคแรกหลายคน เช่น Carl Menger, Böhm-Bawerk และ Mises มีความเชื่อมโยงกับกรุง Vienna และแวดวงวิชาการออสเตรีย แต่ปัจจุบันคำว่า Austrian Economics หมายถึงสำนักความคิดไปเสียละ ไม่ได้หมายความว่านักเศรษฐศาสตร์ในสำนักนี้ต้องเป็นคนออสเตรียนะจ๊ะ
Subjective Value คืออะไร?
คือแนวคิดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้สิงสถิตติดอยู่ในสิ่งของเหมือนน้ำหนักหรือความยาว แต่มนุษย์ประเมินสิ่งของและตามความต้องการ สถานการณ์ และทางเลือกของตัวเอง กาแฟแก้วเดียวกันจึงอาจมีค่ากับคนคนเดียวกันไม่เท่ากันในเวลาที่ต่างกัน
Austrian Economics เชื่อว่าตลาดสมบูรณ์แบบหรือไม่?
เราไม่ควรสรุปแบบนั้น เพราะเรื่องของตลาดในสายงานของ Austrian นั้นถูกมองเป็น process ที่คนกำลังค้นพบข้อมูล ปรับตัว แข่งขัน ทำกำไร และทำสิ่งที่ผิดพลาดแบบโง่ๆได้อย่างสบายๆ ซึ่งมันไม่ใช่โลกที่ทุกคนมีข้อมูลครบและตัดสินใจถูกเสมอ และสิ่งที่เขาเชื่อก็คือมนุษย์นั้นอนุญาตให้ผิดพลาดได้
Knowledge Problem คืออะไร?
เป็นปัญหาเรื่องความรู้ที่กระจายอยู่ในหมู่คนจำนวนมาก ไม่มีผู้วางแผนจากคนๆเดียวที่ถือข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด ซึ่ง Hayek เน้นว่าราคาในตลาดช่วยเป็นตัวสื่อสารและประสานข้อมูลเหล่านี้
Economic Calculation Problem เหมือน Knowledge Problem ไหม?
ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
Mises เน้นปัญหาเกี่ยวกับการคำนวณและเปรียบเทียบเกี่ยวกับการใช้ปัจจัยการผลิตนั้นต้องมีราคาเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ส่วน Hayek เน้นปัญหาว่าการรับรู้ของผู้คนเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของมนุษย์
เศรษฐศาสตร์ออสเตรียเกี่ยวข้องกับ Bitcoin ไหม?
มีแนวคิดหลายส่วนที่ถูกนำมาใช้วิเคราะห์ Bitcoin เช่น Money, Scarcity, Monetary Competition, Subjective Value และ Time Preference แต่ Bitcoin กับ Austrian Economics ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และ Austrian Economics ไม่ได้ทำหน้าที่รับรองว่าราคา Bitcoin จะเพิ่มขึ้นหรือ Bitcoin จะประสบความสำเร็จ
แล้วผมได้อะไรจากการอ่านเรื่องนี้?
ก่อนหน้านี้เวลาผมเดินเข้าร้านกาแฟ
ผมเห็น
- กาแฟ
- ป้ายราคา
- คนขาย
- คนซื้อ
ก็แค่นั้น
แต่ตอนนี้ผมเริ่มเห็นอะไรอีกเยอะ
ผมเห็น Farmer ที่ตัดสินใจปลูกกาแฟก่อนที่ผมจะรู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้ผมอยากจะกินมัน
ผมเห็น Importer ที่เดาว่าปีหน้าตลาดจะต้องการเมล็ดจะเป็นเท่าไร ?
ผมเห็นเจ้าของร้านที่เอาเงินตัวเองหลายบาทมาเสี่ยงลงทุน
ผมเห็น Barista ที่รู้ว่าลูกค้าแถวนี้ชอบอะไร ?
ผมเห็นเจ้าของตึกที่ตั้งค่าเช่า ?
ผมเห็นคนเป็นล้านคนที่ไม่เคยประชุมกัน
ไม่รู้จักกัน
บางคนอยู่คนละประเทศ
บางคนพูดกันคนละภาษา
แต่สุดท้าย…
กาแฟแก้วหนึ่งกลับมาวางอยู่ตรงหน้าผมตอน 8 โมงเช้าได้
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่าง
ไม่มีใครควบคุมทุกอย่าง
ทุกคนรู้แค่ข้อมูลเพียงเศษเล็ก ๆ ของโลกใบนี้
แล้วระบบทั้งหมดแม่งยังขยับอยู่ทุกวัน
ผมเลยเริ่มคิดว่า…
บางทีคำถามที่น่าสนใจอาจไม่ใช่
ใครควรเป็นคนวางแผนเศรษฐกิจให้ดีที่สุด?
แต่อาจเป็น