เงินเฟ้อคืออะไร ? ทำไมเงิน 1,000 บาทซื้อของได้น้อยลงทุกปี ?
ผมอยากให้ลองนึกถึงธนบัตรแบงค์ 1,000 บาท ที่เราเคยถือเมื่อสิบกว่าปีก่อน กับธนบัตร 1,000 บาทที่อยู่ในกระเป๋าของเราในวันนี้ดู
หน้าตามันอาจเหมือนเดิม ดูเหมือนกันเด๊ะ ๆ หรืออาจจะแค่ต่างกันตรงที่รูปภาพบนธนบัตรนั้นเปลี่ยนไป
แต่ตัวเลขบนธนบัตรก็ก็ยังเขียนว่า
1,000 บาท !!!
ไม่ได้มีใครมาแอบลบเลขศูนย์ออก
แต่ถ้าหากว่าคุณลองพามันเดินเข้า Supermarket ดูสิ
ลองเอามันไปเติมน้ำมันดูสิ
ลองเอามันไปกินข้าวดูสิ
ลองเอามันไปซื้อกาแฟดูสิ
ลองเอามันไปจ่ายค่าเช่าดูสิ
หรือเอาไปซื้อของที่เราเคยซื้อเมื่อสิบปีก่อนดูสิ
เราจะเริ่มรู้สึกว่า
เอ๊ะ… ทำไมแบงค์พันใบเดิมของกูแม่งดูเล็กลง ?
ถ้าถามว่า เงินเฟ้อคืออะไร คำตอบแบบง่ายที่สุดคือ
ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อของเงินหนึ่งหน่วยลดลง
แต่ประโยคนี้มันเป็นภาษาในตำราราชบัณฑิตยสถานเกินไปหน่อย
ผมชอบคิดอีกแบบนึง คืองี้
เงินเฟ้อไม่ได้ทำให้เลข 1,000 บนธนบัตรของเราหายไป แต่มันทำให้ 1,000 บาทแลกของกลับมาได้น้อยลง
แล้วตรงนี้แหละที่เรื่องราวก็เริ่มสนุกขึ้นมาอีกนิดและ (สนุกมึงคนเดียวสิ)
เพราะไอ่คำว่า “เงินเฟ้อ” ที่เราพูดกันทุกวัน
จริง ๆ แล้วมีหลายเรื่องถูกยัดรวมอยู่ในคำเดียว และเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราเพิ่งคุยกันว่า ทำไมพวกเราถึงรวยยากขึ้นทุกปี
1. เงินเฟ้อคืออะไร แล้ว CPI คือเงินเฟ้อหรือเปล่า?
เวลาเราไถฟีด Facebook แล้วเห็นพาดหัวข่าวว่า
ข้อมูลเงินเฟ้อของประเทศไทย นั้นเท่ากับ 2%
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า ของทุกอย่างในประเทศไทยแพงขึ้น 2% นะ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือราคาค่ากาแฟอาจขึ้น 10%
ค่าเช่าคอนโดของเราอาจไม่ขึ้นเลย
โทรศัพท์บางรุ่นอาจถูกลง
น้ำมันอาจขึ้นแล้วก็ลงใน Week เดียวกัน
อาหารบางชนิดอาจแพงขึ้นมากกว่าอาหารอย่างอื่น
สิ่งที่หน่วยงานสถิติพยายามทำคือสร้าง ตะกร้าสินค้าและบริการ ขึ้นมา แล้วติดตามว่าราคาโดยรวมของตะกร้านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
และหนึ่งในดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อที่เราได้ยินบ่อยที่สุดคือ
Consumer Price Index หรือ CPI
ดังนั้น CPI ไม่ใช่ “ราคาของทุกอย่าง”
มันคือดัชนีที่พยายามวัดการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาผู้บริโภคตามสินค้า บริการ น้ำหนัก และวิธีคำนวณที่กำหนดไว้ (แต่หลาย ๆ ครั้งเจ้าหน้าที่รัฐมักจะเอาสินค้าบางอย่างออกจากการคำนวณ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ)
อีตรงนี้แหละสำคัญมาก
เพราะถ้า CPI บอก 2%
มันไม่ได้แปลว่า
ค่าใช้จ่ายในชีวิตมึงแพงขึ้น 2% แบบพอดีเป๊ะ ๆ
เนื่องจากว่าชีวิตของแต่ละคนนั้นมีตะกร้าสินค้าที่ไม่เหมือนกัน
2. เงินเฟ้อของผม อาจไม่เท่ากับเงินเฟ้อของคุณ
ผมสมมุติให้มีคนสองคน ดังนี้
นาย A
- อยู่บ้านตัวเอง
- ไม่มีรถ
- ทำอาหารกินเอง
- ไม่มีลูก
นาย B
- เช่าบ้าน
- ขับรถทุกวัน
- มีลูกสองคน
- ต้องจ่ายค่าเทอมลูก
- ซื้ออาหารนอกบ้านเป็นหลัก
ต่อให้ทั้งสองคนอยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน
ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ค่าเช่า ค่าอาหาร และค่าเล่าเรียนที่เปลี่ยนไป
ก็จะกระทบการใช้ชีวิตของทั้ง 2 คนนี้ไม่เหมือนกัน
นี่คือเหตุผลที่บางครั้งเราดูตัวเลข CPI แล้วรู้สึกว่า
เฮ้ย เขาบอกเงินเฟ้อแค่นี้เองเหรอวะ
ทำไมของที่กูซื้อแม่งแพงขึ้นเยอะกว่านั้นไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์
มันไม่ได้แปลว่า CPI “โกหก” นะ
แต่อาจหมายความง่าย ๆ ว่า
CPI กำลังวัดผลในอีกตะกร้าหนึ่ง ขณะที่ชีวิตเรากำลังจ่ายอีกตะกร้าหนึ่ง
ดังนั้นเวลาถามว่า เงินเฟ้อคืออะไร ผมคิดว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่าง
ตัวเลขเงินเฟ้อของระบบ
กับ
ค่าครองชีพที่เราเจอด้วยตัวเอง
3. แล้วทำไมราคาสินค้าถึงแพงขึ้น ?
ตรงนี้ผมอยากระวังมาก ๆ นะครับ
เพราะคำอธิบายเรื่องเงินเฟ้อบน Internet มักชอบจะมีคำตอบเดียว
ฝั่งหนึ่งบอก –> เพราะพิมพ์เงิน!
อีกฝั่งบอก –> เพราะต้นทุน! อีพวกพ่อค้าหน้าเลือด อีพวกนายทุนที่ขาด Empathy มันจ้องจะขูดรีดพวกเราอยู่เสมอ
แต่ในโลกจริงราคาสินค้าสามารถเปลี่ยนจากหลายสาเหตุพร้อมกัน
น้ำมันอาจแพงเพราะ Supply ในตลาดมันลดลง
อาหารอาจแพงขึ้นก็อาจเป็นเพราะภัยแล้ง
สินค้านำเข้าอาจแพงเพราะค่าเงินเปลี่ยนหรือโดนภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนไป
ค่าแรงเพิ่มก็ส่งผลต่อต้นทุนบางธุรกิจ
สงครามอาจกระทบ Supply Chain ของหลาย ๆ Product
Demand ที่เพิ่มเร็วของสินค้าบางอย่างอาจไปดันราคาให้มันพุ่งขึ้น
นโยบายการเงินและการคลังก็สามารถมีผลต่อ Demand เครดิต และระบบเศรษฐกิจ
บางครั้งหลายอย่างแม่งเสือกมาพร้อมกันอีก
ดังนั้น
ของชิ้นหนึ่งราคาเพิ่ม ≠ เงินเฟ้อทั้งระบบ
ถ้าทุเรียนปีนี้แพงเพราะผลผลิตออกน้อย
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราสามารถเอาราคาทุเรียนไปอธิบายราคาทั้งประเทศได้
เงินเฟ้อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของ ระดับราคาโดยทั่วไป
ไม่ใช่ของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
4. แล้ว Money Supply เกี่ยวอะไรกับเงินเฟ้อ ?
นี่คือจุดที่บทสนทนาเริ่มมันส์ขึ้นมาอีกแล้ว
เพราะอีกคำที่มักถูกใช้แทนเงินเฟ้อคือ
การเพิ่มปริมาณเงิน
ในประวัติศาสตร์และในสำนักเศรษฐศาสตร์บางสาย เชื่อว่า Inflation เคยถูกใช้ในความหมายที่เน้นการขยายปริมาณเงินและเครดิตมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคา โดยเฉพาะในสาย เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย เราจะเจอการให้ความสำคัญกับเรื่องปริมาณเงินและเครดิตค่อนข้างมาก
แต่ในภาษาทางเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยเฉพาะพวกสาย Keynesian Economics เวลาเราได้ยินคำว่า Inflation โดยทั่วไป มักหมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของระดับราคาสินค้าและบริการ
ซึ่งทั้ง 2 สายของ Economics นั้นพยายามอธิบายต้นตอของเงินเฟ้อโดยวัดผลและประเมินผลในจุดที่ต่างกัน นั่นก็คือสาย Austrian ไปดูที่ Supply ของเงินตรงๆเลย แต่สาย Keynesian นั้นดันไปดูที่ปลายทางนั่นก็คือราคาของสินค้า
สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่คำเดียวกัน
ถ้าปริมาณเงินเพิ่ม
คำถามต่อมาคือ
เงินที่ถูกผลิตเพิ่มขึ้นนั้นมันเข้าไปอยู่ตรงไหน ?
คนเอาไปทำอะไร ?
ในตลาดมี Demand เพิ่มหรือเปล่า ?
เศรษฐกิจผลิตสินค้าเพิ่มทันไหม ?
คนถือเงินไว้หรือใช้จ่ายอย่างเมามันส์ ?
เครดิตขยายตัวแค่ไหน ?
ความเร็วในการหมุนเวียนของเงินเปลี่ยนหรือเปล่า ?
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบสมการแบบ
พิมพ์เงิน 10% = ของแพงขึ้น 10%
ซึ่งในโลกของความเป็นจริง มันไม่ยอมง่าย ๆ ให้เราขนาดนั้น เพราะว่าการคำนวณเงินเฟ้อมันคำนวณยากมากเหมือนกัน แต่ผมคิดว่า In the long run แล้ว ราคาข้าวของและ Asset มันมักจะ Fatten Curve ไปกับปริมาณ Supply ของเงินที่เพิ่มขึ้นในระบบ ซึ่งดูเหมือนกับว่าทางฝั่ง Austrain นั้นไม่ต้องคำนวณสมการอะไรเลยก็จะได้ผลที่เข้าเป้าอยู่เสมอ
5. เงินเฟ้อ 3% ฟังดูน้อย แล้วมันน่ากลัวตรงไหน?
ตัวเลขมันก็แค่ 3% เอง
ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรใช่ป่ะ ?
ของราคา 100 บาท
เพิ่ม 3 บาท
จะเป็นอะไรไป ?
ปัญหาคือถ้าการเพิ่มขึ้นเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ
มันมีเรื่องของ การทบต้น หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า Interest Compound (ไอน์สไตน์บอกว่ามันคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลก)
ลองสมมุติเล่น ๆ ว่าสินค้าตะกร้าหนึ่งราคา 1,000 บาท
ถ้าราคาของตะกร้านั้นเพิ่มเฉลี่ย 3% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง
ปีแรก
1,030 บาท
มันไม่ได้กลับไปเริ่มจาก 1,000 ในปีถัดไปนะ
ปีต่อไป 3% จะถูกคำนวณบนฐานใหม่ นั่นก็คือคิดบน 1,030 บาท
ผ่านไปหลายสิบปี
ความแตกต่างเริ่มไม่เล็กแล้ว
นี่ไม่ได้หมายความว่าของทุกอย่างจะขึ้น 3% ทุกปี
มันเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงสะสม
และนี่คือเหตุผลที่เงินเฟ้อระดับต่ำซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรในหนึ่งปี
แต่มันสามารถสร้างความเสียหายได้มากมายนักสำหรับคนที่กำลังเก็บเงินเป็นเวลา 20 หรือ 30 ปี ซึ่งเหรียญมักจะมี 2 ด้านเสมอ กลุ่มคนฝั่งนึงโดนสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลกเล่นงาน แต่คนอีกฝั่งนึงได้รับผลประโยชน์จากสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลกตลอดเวลา มันแฟร์มั้ย ?
6. ถ้าเงินเดือนขึ้นตามเงินเฟ้อ เราก็ไม่เป็นไรสิ ?
ตรงนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมเคยมองข้ามไปอย่างง่ายดาย
สมมุติปีนี้ข้าวของที่เราเคยซื้อรวมกัน 1,000 บาท กลายเป็น 1,030 บาท
เราอาจคิดว่า

แต่ปีหน้าถ้าราคายังเพิ่มอีก 3%
มันไม่ได้เพิ่มจาก 1,000 บาท
มันเพิ่มจาก 1,030 บาท
แล้วถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง 10 ปี 20 ปี 30 ปี ความแตกต่างมันจะเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาถามว่า เงินเฟ้อคืออะไร ผมคิดว่าเราไม่ควรมองแค่ตัวเลขของปีเดียว
เพราะคนเราไม่ได้หาเงินแล้วใช้ชีวิตแค่ปีเดียวหนิ จริงมั้ย ?
เราทำงานเป็นสิบ ๆ ปี
เก็บเงินซื้อบ้าน
เก็บเงินเลี้ยงลูก
เก็บเงินไว้ตอนแก่
เงินเฟ้อปีเดียวอาจดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
กำลังซื้อของเงินที่เราเก็บจากแรงงานวันนี้ จะเหลือเท่าไรในวันที่เราต้องการเอามันกลับมาใช้จริง ๆ ?
ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว
ถ้ารายได้ของเราขึ้นเท่ากับค่าครองชีพที่เราเจอทุกอย่าง
กำลังซื้อของเราก็อาจไม่ได้แย่ลงจากเหตุนี้
แต่ในชีวิตจริงมันไม่ Synchronize กันขนาดนั้น
เนื่องจากเวลาที่บริษัทจะขึ้นเงินเดือนนั้นเขาก็ดูจากค่า CPI หรือเงินเฟ้อที่รัฐบาลประกาศซึ่งจะมีค่าต่ำมาก ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขเงินเฟ้อจริง ๆ นั้นสูงกว่าที่ประกาศมาหลายขุม
ราคาของบางอย่างอาจขึ้นวันนี้
แต่เงินเดือนของเราเสือกขึ้นปีหน้า
หรือไม่ขึ้นเลยก็มี บางทีก็ขึ้นแค่หลักร้อยบาท
บางอาชีพต่อรองรายได้ได้เร็ว อย่างเช่นพวกอาชีพที่เป็นแนวหน้าของสังคมก็ดีหน่อย ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือวิศวกร
แต่บางอาชีพทำไม่ได้
คนมีธุรกิจอาจปรับราคาได้
ลูกจ้างบางคนทำไม่ได้
คนที่ถือ Asset บางชนิดอาจเห็นราคาสินทรัพย์เพิ่ม
คนที่กำลังเก็บเงินเพื่อซื้อ Asset นั้นกลับต้องวิ่งตามราคา
นี่คือจุดที่เรื่องเงินเฟ้อเริ่มเชื่อมกับบทความก่อนหน้าว่า
ทำไมคนเราถึงร่ำรวยยากขึ้นกว่าแต่ก่อน ? และจุดนี้เองที่ทำให้มนุษยชาติของเราก็ได้คนพบกับทรัพย์สินชนิดใหม่ที่เป็นดั่งกระจกสะท้อนเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดีนั่น
เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่
เงินเดือนขึ้นไหม?
แต่คือ
รายได้ของเราวิ่งเร็วกว่าราคาของสิ่งที่เราต้องการในชีวิตหรือเปล่า ?
และในที่สุดแล้วคนงานระดับรากหญ้าของสังคม ชาวไร่ ชาวนา หรือแม้กระทั่งอาชีพรับจ้างทั้งหลายจะต้องโดนผลกระทบก่อนใครเขาอย่างแน่นอน ยิ่งทำงาน ยิ่งใช้ชีวิตอยู่ไปยิ่งติดลบ พอติดลบก็เริ่มเป็นหนี้ พอเป็นหนี้หนัก ๆ เข้าหาทางออกไม่เจอ จนหนทางสุดท้ายก็ต้องหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวันที่ 1 กับวันที่ 16 เพราะนี่คือความหวังเดียวของพวกเขา
ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อกลุ่มชนชั้นด้านล่างโดนผลกระทบ จากนั้นมันก็จะวิ่งขึ้นมาหาชนชั้นกลางอย่างเรา ๆ นี่แหละ เราหนีไม่รอดหรอก ยังไงเราก็ได้เห็นรายจ่ายวิ่งแซงเงินเดือนอย่างแน่นอน
In The Long Run We Are All Death
7. เงินเฟ้อทำให้คนไม่ควรถือเงินสดเลยหรือ ?
มันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว
คือผมไม่คิดว่าเราควรกระโดดจากคำว่า
ระบบการเงินของเรามี Inflation
ไปเป็น
เงินสดแม่งห่วย โยนทิ้งไปให้หมด ซื้อ Asset แม่งทุกอย่างไปเลย!
ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า เงินสดในมือคุณนั้นมันมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์มาก
- มันมีสภาพคล่อง
- ใช้จ่ายง่าย
- ใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้
- ช่วยให้เราไม่จำเป็นต้องขาย Asset ตอนตลาดแย่
แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ
ระยะเวลา
เงินที่จะต้องใช้เดือนหน้า กับเงินที่ตั้งใจเก็บอีก 30 ปี
อาจไม่ควรถูกคิดแบบเดียวกัน เข้าใจป่ะ ?
และ Asset อื่นก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง
หุ้นก็ตกได้
บ้านราคาลงได้
ทองคำผันผวนได้
ยิ่งเป็น Bitcoin ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ดังนั้นคำถามมันไม่ใช่ว่า
เงินสดดีหรือเลว ?
แต่มันคือคำถามที่ว่า
เงินแต่ละประเภทและ Asset แต่ละประเภทเหมาะที่จะทำหน้าที่อะไร ?
8. แล้ว Bitcoin แก้เงินเฟ้อได้ไหม ?
ตรงนี้เราจะต้องแยกแยะให้ชัดเจนมากขึ้นกว่านี้อีกหน่อย
โอเคแหละ Bitcoin นั้นมี Supply Schedule ที่ตรวจสอบได้
แถมตัว Bitcoin เองก็มี Block Subsidy ลดลงทุก ๆ 210,000 Blocks
และภายใต้ Consensus Rules ปัจจุบัน Supply สูงสุดจะเข้าใกล้ 21 ล้าน BTC เต็มทีแล้ว
สิ่งนี้แหละที่ทำให้ Bitcoin มีนโยบายทางการเงินที่แตกต่างจากเงินรูปแบบอื่น ๆ
แต่ถ้าเราจะกระโดดจากประโยคด้านบนไปบอกว่า
ระบบ Bitcoin นั้นไม่มีเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นถือ Bitcoin แล้วกำลังซื้อจะไม่ลดลงอย่างแน่นอน
ไม่ได้ !!!
ราคาของ Bitcoin สามารถขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงได้นะ วันนึงนี่สามารถไปได้ถึง 80% อย่างสบาย ๆ
ไอ่ Supply ที่คาดการณ์ได้ ไม่ได้ทำให้ Demand คงที่นะครับ
ไอ่ Supply ที่คาดการณ์ได้ ไม่ได้ทำให้ราคาอาหารคงที่
และ Supply ที่คาดการณ์ได้ ไม่ได้ทำให้ Purchasing Power ของ Bitcoin คงที่
ผมเลยชอบประโยคที่เราเคยใช้มากกว่า
Bitcoin ไม่ได้ล็อกราคาก๋วยเตี๋ยวเอาไว้ แต่มันล็อกกฎเกณฑ์การผลิต Bitcoin ก็แค่นั้นเอง
ฉะนั้นแล้วเราไม่สามารถเอา Topic ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของ Hard Money มาพิจารณาเทียบเคียงกับเรื่องราคาของทรัพย์สินและการรักษากำลังซื้อได้ เนื่องจากสองอย่างนี้มันคนละเรื่องกัน
9. เงินเฟ้อคือภาษีที่มองไม่เห็นหรือเปล่า ?
ประโยคนี้เราได้ยินบ่อยมาก
โดยเฉพาะในวงการ Bitcoin และ Austrian Economics
มันเป็น Metaphor ที่ทรงพลัง
เพราะเงินเฟ้อสามารถลดกำลังซื้อของหน่วยเงินที่เราถืออยู่ได้ โดยที่ไม่มีรายการในบัญชีเขียนว่า

เงินเฟ้อมันคือการขโมยอำนาจซื้อที่อยู่เบื้องหลังธนบัตรโดยที่ประชาชนไม่ยินยอม คุณสามารถไปอ่านเรื่องนี้แบบตาสว่างเบิกเนตรได้ในหนังสือ เงินเฟ้อคือคดีอาญา
แต่ถ้าจะพูดให้แม่น ๆ กว่านี้ก็คือ
เงินเฟ้อไม่ใช่ภาษีในความหมายทางกฎหมาย
ซึ่งภาษีคือสิ่งที่รัฐจัดเก็บภายใต้กฎหมาย
แต่เงินเฟ้อคือการเพิ่มขึ้นของระดับราคาโดยทั่วไป (ผมเขียนประชดนะอันนี้)
ผลลัพธ์บางอย่างอาจทำให้คนรู้สึกคล้ายกัน คือกำลังซื้อที่เราถืออยู่ลดลง
แต่มันไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน
เรื่องนี้ผมอยากแยกออกไปคุยอีกบทความหนึ่งเต็ม ๆ
เพราะมันจะพาเราไปเจอคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
ถ้าการสร้างเงินใหม่ไม่ได้กระทบทุกคนพร้อมกันและเท่ากัน แล้วใครได้ประโยชน์ก่อน ใครรับผลทีหลัง ?
FAQ — เงินเฟ้อคืออะไร ?
เงินเฟ้อคืออะไร แบบเข้าใจง่ายที่สุด ?
เงินเฟ้อคือภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินหนึ่งหน่วยซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
CPI คือเงินเฟ้อหรือไม่ ?
CPI เป็นดัชนีหนึ่งที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในตะกร้าที่กำหนด จึงมักถูกใช้ในการวัดเงินเฟ้อของผู้บริโภค แต่ไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายของทุกคนจะเปลี่ยนแปลงเท่ากับ CPI
ของชิ้นหนึ่งแพงขึ้นแปลว่าเกิดเงินเฟ้อหรือไม่ ?
ไม่จำเป็น ราคาสินค้าเฉพาะชนิดสามารถเพิ่มขึ้นจาก Supply, Demand หรือต้นทุนเฉพาะสินค้าได้ เงินเฟ้อโดยทั่วไปหมายถึงการเพิ่มขึ้นในวงกว้างของระดับราคาสินค้าและบริการ
การพิมพ์เงินทำให้เกิดเงินเฟ้อเสมอหรือไม่ ?
การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินสามารถส่งผลต่อระดับราคาและเศรษฐกิจได้ แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่งในทุกช่วงเวลา ยังมี Demand, Supply, เครดิต, Productivity และพฤติกรรมการถือและใช้เงินเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในระยะยาวแล้วทุกสินค้าและบริการและทุก ๆ Asset มักจะราคาที่ Fatten Curve ล้อไปกับปริมาณเงินที่ผลิตเพิ่ม หรือสิ่งที่เรียกว่า M2 Money Supply
เงินเฟ้อทำให้เงินสดไม่มีประโยชน์หรือไม่ ?
ไม่ใช่ เพราะว่าเงินสดยังมีประโยชน์ด้านสภาพคล่อง การใช้จ่าย และเงินสำรองฉุกเฉิน แต่สำหรับการออมระยะยาวควรเข้าใจว่ากำลังซื้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้
Bitcoin ไม่มีเงินเฟ้อจริงหรือไม่ ?
Bitcoin มีอัตราการออกเหรียญใหม่ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และอัตรานั้นลดลงตามเวลาที่กำหนด แต่การมี Supply Schedule ที่จำกัดไม่ได้หมายความว่าราคาหรือกำลังซื้อของ Bitcoin จะคงที่
แล้วจริง ๆ อะไรหายไปจากแบงค์ 1,000 บาทของเรา ?
กลับมาที่แบงก์พันใบนั้นอีกครั้งนึง
ตัวแบงค์มันยังอยู่ตรงนั้น
ตัวเลขบนธนบัตรก็ยังครบ
ไม่มีใครฉีกมัน
ไม่มีใคร Hack Bank Account
ไม่มี Transaction ไหนเขียนว่าเงินของเราถูกหักออกจากภาษี Inflation
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งที่มันแลกได้อาจเปลี่ยนไป
ตอนเด็ก ๆ ผมเคยมองเงินเป็นตัวเลข
มี 1,000 ก็คือมี 1,000
มี 100,000 ก็คือมี 100,000
แต่พอเริ่มมองเรื่องกำลังซื้อหรือ Purchasing Power c]h;
ผมรู้สึกว่าเงินมันเป็นสิ่งที่แม่งประหลาดกว่านั้น
เพราะเราไม่ได้ทำงานเพื่อสะสม ตัวเลข อย่างเดียวนะ
เราเอาเวลาของชีวิตเรา
เราเอาแรงของเรา
เราเอาความรู้ของเรา
และเราก็เอาส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา
ไปแลกมันมา
เพื่อหวังว่าวันหนึ่งเราจะเอาสิ่งนั้นไปแลกกลับเป็นของที่เราต้องการได้ในอนาคต
ฉะนั้นเงินมันก็คือภาชนะสำหรับกักเก็บเวลาของมนูษย์
ฉะนั้นเงินมันก็คือภาชนะกักเก็บคุณค่าและแรงงานของมนุษย์
งั้นถ้าเงินคือสิ่งที่เราใช้เก็บแรงงานของวันนี้เอาไว้ใช้ในอนาคต
คำถามที่ผมอยากรู้ต่อเลยไม่ใช่ว่า
ปีนี้เงินเฟ้อกี่เปอร์เซ็นต์ ?
แต่มันคือ