Bitcoin คือ Hard Money หรือไม่? ทำไมเงินดิจิทัลถึงมี Limit ได้
ประโยคที่ว่า Bitcoin Hard Money เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาเอา Bitcoin ไปเปรียบเทียบกับทองคำ
และเหตุผลที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ
“Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น”
ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี
แต่เดี๋ยวก่อน…
สมมุติว่าผมมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง
หินก้อนนี้พิเศษมาก
ซึ่งมันมีอยู่ ก้อนเดียว บนโลกใบนี้
ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้
ไม่มีโรงงานไหนผลิตได้
ไม่มีเหมืองที่จะสามารถไหนขุดเจอได้อีก
Scarce ชิบหายเลย
Scarce แบบเหี้ย ๆ
ผมเลยตั้งราคามันไว้ที่ก้อนละ…
10 ล้านบาท !!!
มีใครซื้อไหม ?
…
ไม่มี 😂
อ่ะ…ทีนี้แหละมีปัญหาแล้ว
เพราะเวลาเราพูดถึง Bitcoin เรามักได้ยินเหตุผลง่าย ๆ ว่า
Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงมีค่า
แต่ทว่า…
ของมีน้อย = ของมีค่า
ฉะนั้นแล้วก้อนหินโง่ ๆ ของผมก็ควรมีราคา 10 ล้านบาทเหมือนกันดิ ?
ซึ่งของบางอย่างมีน้อยมากแต่ไม่มีใครต้องการ
แต่ของบางอย่างดันมีจำนวนที่เยอะกว่า แต่กลับมีคนยอมเอาแรงงานมาแลก เอาเวลามาแลก หรือเอาทรัพย์สินจำนวนมากมาแลกเพื่อให้ได้มันมา
เพราะฉะนั้น ก่อนจะถามว่า Bitcoin Hard Money หรือไม่?
ผมว่าเราต้องแยกสามคำออกจากกันก่อน
- Scarcity
- Value
- Money
แน่นอนว่าของสามอย่างนี้มันเกี่ยวข้องกัน
แต่แม่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
1. Scarcity ไม่ได้แปลว่าจะมี Value เสมอไป
สมมุติพรุ่งนี้ผมวาดรูปหมาตัวหนึ่งบนกระดาษ
แล้วผมประกาศว่า
รูปนี้ Original มีเพียงชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น !!!
โอ้ววว…ว้าวววววว…..จริงด้วย !!!
Supply = 1 ชิ้นถ้วน
Scarcity สูงกว่าทองคำเสียอีก !!!
แต่ถ้าไม่มีใครต้องการมันแล้วไซร้ ความขาดแคลนนั้นก็ไม่ได้ทำให้ตลาดยอมรับ Value ของมัน
นี่พาเรากลับไปหาเรื่อง Subjective Value ที่เราเจอใน Austrian Economics
แท้จริงแล้วสิ่งของต่างๆมันไม่ได้มี Value เพียงเพราะมันหายาก
แต่มันเกิดจากผู้คนต้องเห็นประโยชน์บางอย่างของมันเสียก่อน
ทองคำมีคนต้องการ
Bitcoin มีคนต้องการ
ดอลลาร์ก็มีคนต้องการ
กาแฟก็มีคนต้องการ
แม้กระทั่งชุด Skin ที่เอาไว้แต่งตัวในเกมก็มีคนยอมจ่ายเงินซื้อมันจริง ๆ
เพราะฉะนั้นคำถามเรื่อง Value จึงต้องมีฝั่งของ Demand ประกบอยู่ด้วย
ดังนั้นไอ่ประโยคที่ว่า
Bitcoin มีค่าเพราะมันมีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ
ผมคิดว่ามันยังไม่ครบเท่าไหร่
ถ้าเราจะพูดให้แม่นกว่านั้นก็คือ
Bitcoin มี Supply ที่ Limit ตามกฎของระบบ และมีคนจำนวนหนึ่งให้ Value กับคุณสมบัติเหล่านั้น
สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันนะ
และเราต้องแยกให้ออกก่อน ไม่งั้นบทความนี้คงจะต้องจบลงตั้งแต่ย่อหน้าที่ห้าในทันที
2. แล้ว Bitcoin Hard Money คืออะไรกันแน่ ?
คำว่า Hard Money มีการใช้งานในหลายความหมายตามบริบทของสินทรัพย์ แต่เวลาอยู่ในวง Austrian Economics หรือวงสนทนาของ Bitcoin เนี่ย เรามักกำลังพูดถึงระบบการเงินที่มี Supply เพิ่มได้ยากมาก ๆ หากว่าคุณอยากจะทราบเรื่องราวที่เปรียบเทียบระหว่าง Austrain Econimics กับ Bitcoin Economics คุณสามารถมาตำได้ในบทความนี้ Bitcoin และ Austrian Economics
ผมจะลองสมมุติให้บนโลกใบนี้มีเงินอยู่สองชนิด
A-Coin
มีจำนวนทั้งหมดอยู่ที่ 1 ล้านเหรียญ
แต่ผมสามารถผลิตเพิ่มอีก 1 ล้านเหรียญคืนนี้ได้ด้วยการกดปุ่มอะไรสักอย่าง
B-Coin
มีอยู่ 1 ล้านเหรียญเหมือนกัน
แต่ถ้าผมต้องการเพิ่ม Supply 10% เราต้องใช้เครื่องจักร พลังงาน แรงงาน เงินลงทุน และเวลาเป็นจำนวนมาก
ถ้าดูเฉพาะด้าน Supply
B-Coin มีความ Harder มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เพราะ Supply ตอบสนองต่อ Demand ได้ยากกว่า กล่าวคือเมื่อมี Demand มัน Surge พุ่งขึ้นมาแล้วตัว Supply ของเหรียญมันไม่สามารถตอบสนอง Demand ได้ในบัดดล
และมันก็มีของสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ใช้เป็น Money มาอย่างเนิ่นนาน แล้วดันมีคุณสมบัตินี้ค่อนข้างชัดเจน นั่นก็คือ
ทองคำ
3. ทำไมทองถึงถูกมองว่าเป็น Hard Money ?
ลองจินตนาการว่าวันพรุ่งนี้ราคาทองพุ่งขึ้นเป็น 10 เท่า
เมื่อคนทั้งโลกเห็นแล้วก็ต้องพูดพร้อมกันว่า
เชรดดดดดดดดดด ได้เวลาขุดทองดิว้าาาาาาาาาาา
บริษัททำเหมืองทองก็อยากจะขุดทองเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
แล้วเหมืองทองที่เมื่อก่อนนั้นไม่คุ้มค่าก็อาจจะคุ้มขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย
จากนั้นก็มี Technology การขุดใหม่ ๆ อาจถูกพัฒนาขึ้น
เงินลงทุนมหาศาลอาจไหลเข้าเหมืองทอง Mining
แต่มีปัญหาอยู่อย่างนึงนั่นก็คือ
เราพิมพ์ทองคำตามใจชอบไม่ได้
เราต้องหาแหล่งสินแร่ทองคำ
ออกสำรวจแหล่งขุดเจาะ
ขอสิทธิ์ขอสัมปทานในการทำเหมือง
ทำเรื่องจัดซื้อเครื่องจักร
ขออนุญาตใช้พลังงาน
ขุดหินเป็นภูเขาเหล่ากอ
แยกแร่
Refine
แล้วถึงจะได้ทองเพิ่ม
ราคาทองสามารถวิ่งขึ้นได้ในหนึ่งวัน
แต่ Supply ของทองไม่สามารถวิ่งตามได้ในหนึ่งวันอย่างแน่นอน
นี่คือความ “Hard” ที่ถูก Fix ในรูปแบบของ Physical
กฏของจักรวาลโดยธรรมชาตินั้นทำให้ทองเพิ่ม Supply ได้ยาก
ไม่ใช่เพราะมนุษย์ตกลงกันว่าจะไม่สร้างทองคำเพิ่ม
แต่มันเป็นเพราะอะตอมของทองไม่ได้สน Consensus ของพวกมนุษย์อย่างเรา ๆ
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้การเปรียบเทียบ Bitcoin Hard Money กับทองคำเริ่มน่าสนใจ เพราะของทั้ง 2 สิ่งนี้มันเพิ่ม Supply ได้ยากเหมือน ๆ กัน แต่เหตุผลที่ทำให้มันยากนั้น แม่งคนละเรื่องกันเลย
4. แล้ว Mining ทำให้เกิด Bitcoin Hard Money ยังไง ?
นี่แหละที่เรื่องราวต่อจากนี้จะเริ่มมีความประหลาดขึ้นมาอีกหลายขุม
แน่นอนว่า Bitcoin ไม่มีข้อจำกัดทางธรรมชาติแบบทองคำ
เพราะ Bitcoin มันเป็นเพียงแค่ Software โง่ก็เท่านั้น
ไอ่เจ้า Bitcoin มันเป็นเพียงข้อมูล Digital
มันก็มีเพียงแค่ Source Code ของ Software ที่เปิดเผยอยู่
เราสามารถทำการ Copy Code ได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการ
คุณสามารถแก้ Code ได้ ด้วย
คุณสามารถ Fork Code ต้นฉบับแล้วแก้ไขให้เป็น Version ของคุณก็ได้ด้วย
คุณสามารถสร้าง Cryptocurrency ใหม่ได้ที่เป็นของคุณเองได้ด้วย
ถ้าอย่างนั้นคำถามมันก็ง่ายมาก ๆ เลย ว่า
ถ้า Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ ทีนี้อีตอนที่มันแพงขึ้นมาก ๆ ทำไมเราไม่แก้ Code ให้เป็น 42 ล้าน ?
เรามาเริ่มกันเลย
- เปิดไฟล์ Source Code ขึ้นมา
- หาจุดที่มัน Limit ไว้ 21 ล้าน
- แก้ Code ให้จุด Limit เป็น 42 ล้าน
- จากนั้นก็ Compile
จบข่าวในพระราชสำนัก ?
ถ้า Bitcoin scarcity ทำงานแบบนั้นจริง…
มันก็ไม่ได้ Scarce เหี้ยอะไรเลย
และตรงนี้คือจุดที่เราต้องแยกให้ออกระหว่าง
การแก้ Software
กับ
การเปลี่ยนแปลงกฏของ Bitcoin เพื่อให้คนอื่นยอมรับ
สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน เพราะคำว่า Bitcoin Hard Money ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะจ๊ะ
5. แล้ว 21 ล้านเหรียญมาจากไหน ?
ระบบของ Bitcoin ไม่ได้สร้าง 21 ล้าน BTC ขึ้นมาวางไว้ตั้งแต่ Genesis Block แล้วค่อยแจกจ่ายไปยังมือของผู้คน กล่าวง่ายๆคือ ณ Day One ที่ Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นนั้น มันมีจำนวนทั้งโลกเป็น 0 BTC !!!! และมันก็จะถูกผลิตขึ้นมาทุก ๆ 10 นาที โดยประมาณ
ซึ่งคนที่มีหน้าที่ในการผลิต Bitcoin ทุก ๆ 10 นาทีนั้นก็คือพวก Miner หรือคนทำเหมืองขุดนั่นเอง ซึ่ง Bitcoin ที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่นั้นจะเข้าสู่ระบบผ่าน Block Subsidy ใน Coinbase Transaction ของแต่ละ Block ซึ่งจะถูกพวกเหล่าบรรดา Bitcoin Miner เป็นคนจัดการให้มันงอกออกมา
ในตอนเริ่มต้นนั้น Block Subsidy คือ
50 BTC
หลังจากผ่านไปทุก ๆ 210,000 Blocks ไอ่เจ้า Block Subsidy จะถูกลดลงครึ่งนึงหรือจะพูดว่าหาร 2 ก็ได้ตามกฎของระบบ ซึ่งโดยเฉลี่ยกินเวลาประมาณสี่ปี แต่กฎจริงผูกกับ Block Height ไม่ใช่ปฏิทิน Google Calendar นะ ซึ่งปัจจุบันแล้ว Code ของ Bitcoin กำหนดให้ mainnet subsidy-halving interval ไว้ที่ 210,000 blocks และฟังก์ชันคำนวณ subsidy เริ่มจาก 50 BTC แล้ว right-shift ลงไป ซึ่งไอ่การ right-shift เนี่ยแหละมันจะให้ผลคล้าย ๆ กับการหาร 2
หน้าตาของ Block Subsidy มันก็จะประมาณนี้

มันลดลงเรื่อย ๆ ทุก ๆ 4 ปี โดยประมาณ
เมื่อเราเอาผลรวมทางคณิตศาสตร์ของทุกรอบการทำงานของ Bitcoin มา Sum กันมันก็จะเข้าใกล้ Supply สูงสุดประมาณ 21 ล้าน BTC (จริงๆมันไม่ได้ Limit ที่ 21,000,000 เป๊ะ ๆ นะครับ แต่มันจะเกือบ ๆ เลขนี้แหละ ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ มันจะเป็น Limit ที่เลขนี้ 20,999,999.9769 BTC)
Bitcoin Core เองมี MAX_MONEY เท่ากับ 21,000,000 * COIN โดย 1 BTC เท่ากับ 100,000,000 satoshis
แต่ตรงนี้มี Trap ที่ใหญ่มาก ๆ
หลายคนเข้าใจว่า

คำตอบก็คือมัน ไม่ใช่ อย่างนั้น
แน่นอนว่า Miner ก็มีหน้าที่สำคัญมาก ๆ ในระบบของ Bitcoin
แต่เรื่องนี้ต้องเปิดฝากระโปรงอีกชั้นนึง
เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึง Bitcoin Hard Money สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่มี Supply จำกัดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ Demand ที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้ส่งผลให้ Protocol เร่งผลิต Bitcoin ใหม่ออกมาตอบสนองตลาดได้นั่นเอง
6. สมมุติว่า Miner แม่งโลภมาก
หากว่าปี 2026 ในขณะนี้ Block Subsidy ที่ถูกต้องตอนนี้คือ 3.125 BTC ต่อ 1 Block
จากนั้นก็ได้มี Miner คนหนึ่งคิดว่า

แล้วมันสร้าง Coinbase Transaction จ่ายตัวเองไปเล๊ยยยยย
1,000 BTC
มันหา Nonce จนเจอ
ทำ Proof of Work ได้ถูกต้องเป๊ะ ๆ
มันหาก Hash ได้ต่ำกว่า Target
เครื่องขุดเป็นล้านเครื่อง ช่วยกันขุดจนเจอ Block ที่ว่ามานี้
คำถามก็คือว่า
Bitcoin Supply จะเพิ่มขึ้น 1,000 BTC เลยไหม ?
หึหึหึ แน่นอนว่า ไม่มีทาง !!!!
ถ้า Node Server ของผมใช้กฎ Bitcoin แบบดั้งเดิม มันจะตรวจสอบ Block ที่ได้รับมา
แล้วพบว่า Coinbase จ่ายเกิน Subsidy + Transaction Fees ที่อนุญาต
ซึ่ง Node ที่ผมใช้ก็เป็น Code หลักที่มาจากทีม Bitcoin Core ซึ่งมีการตรวจเงื่อนไขนี้ว่า : ถ้า Coinbase output จ่ายมากกว่า fees + GetBlockSubsidy(...) Block จะถูกทำเครื่องหมายเป็น consensus-invalid พร้อมกับแปะเหตุผลก็คือ bad-cb-amount
พูดเป็นภาษาคนแบบง่าย ๆ ก็คือ :
Miner : นี่ Block ใหม่ครับ ผมขอ 1,000 BTC 😎
Node ของผม : ไม่รับครับไอ้ควาย 😂
กู Reject
จบ !!!!
Hashrate มหาศาลไม่ได้ทำให้ Block ที่ผิด Consensus Rules กลายเป็น Block ที่ถูกต้อง
ถึงแม้ว่า Proof of Work เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า Miner ใช้ Computational Work ตามเงื่อนไขของ Block Header
แต่มันไม่ได้มอบสิทธิ์ให้ Miner แก้กฎทุกอย่างตามใจชอบ
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญมากระหว่าง
Mining
กับ
Validation
ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin Node นั้นก็เป็นส่วนที่สำคัญมากในการรักษากฏของระบบ Bitcoin และเป็นหัวใจหลักสำคัญที่ทำให้ประโยคที่ว่า Bitcoin Hard Money มีความหมายขึ้นมาได้
7. ถ้าอย่างงั้น Node Server ก็เป็นคนสร้าง Scarcity?
ใกล้แล้วล่ะคร้าบบบบบบบ…..
แต่ผมก็ไม่อยากพูดแบบง่าย ๆ เกินไปว่า
Node Server เป็นคนสร้าง 21 ล้านเหรียญ
เพราะ Bitcoin ไม่ได้มี Node ใหญ่ตรงกลางตัวหนึ่งที่เป็น Boss คอยสั่งการทุกอย่าง
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น Node แต่ละ Node จะตรวจสอบข้อมูลที่ตัวเองได้รับตามกฎที่ Software ของมันใช้ แล้ว Node Server มันดันมีหลายเครื่องซะด้วยสิ เอาละไงทีนี้
ทีนี้ไอ่เจ้า Code ของ Bitcoin Core นั้นมันแยกผล validation สำหรับ Block ที่ผิด Consensus Rules ไว้อย่างชัดเจน แถมยังตรวจสอบ Proof of Work, previous block และเงื่อนไขอื่น ๆ ก่อนรับ New Block เข้าสู่ chain state ของตัวเองซะด้วย
ดังนั้นถ้าผมรัน Bitcoin Full Node
สิ่งที่ผมทำคือผมไม่ได้โทรถาม Miner ว่า
Block นี้โอเคไหมครับ ?
ในทางกลับกัน Node ของผมมันตรวจของมันเอง
ซึ่งสิ่งที่ Miner ส่งมานั้น Node ของผมมันจะ Verify
ถ้าผิดกฎที่ Node ผมบังคับใช้ ผมก็แค่ Reject แล้วก็ขว้างมันทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใยดีเสมือนกับคนเจ้าชู้คนนึงที่ฟันผู้หญิงแล้วทิ้งไปแบบไม่ใยดี
ผมไม่ต้อง Vote อะไรเลย
ไม่ต้อง Tweet สักข้อความ
ไม่ต้องเปิด Change.org
ผมก็แค่ไม่รับมัน
ตรงนี้แหละที่ทำให้ Digital Scarcity ของ Bitcoin แปลกกว่าทองคำเอามาก ๆ
ทองคำนั้นมัน Scarce เพราะ
ธรรมชาติไม่ยอมให้คุณผลิตง่าย ๆ
แต่ Bitcoin มัน Limit เพราะ
ผู้เข้าร่วมระบบไม่ยอมรับหน่วยเงินที่ถูกสร้างขึ้นแบบผิดกฎ
นี่แหละคือขุมพลังแห่งคำว่า Bitcoin Hard Money แบบเต็มข้อเลยล่ะ
8. เดี๋ยวนะ แล้วแก้ Code ไม่ได้จริงเหรอ ?
แก้ได้สิ ทำไมจะไม่ได้
นี่แหละจุดที่เราต้องระวังคำโฆษณาแบบว่า
Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ เปลี่ยนแปลงไม่ได้เด็ดขาด!!!
ซึ่งการพูดแบบนั้นมันง่ายเกินไป
แน่นอนว่า Bitcoin เป็น Open Source Software
ผมสามารถ Clone Repository จาก Github ได้โดยตรงเลย
จากนั้นผมทำการเปลี่ยน Code ได้ด้วยตัวเอง
จากนั้นผมก็ทำการ Compile
แล้วรัน Software ของผมเองได้
ผมสามารถเขียนกฎใหม่ได้ว่า

หรือ

หรือถ้าเมากว่านั้นก็

คุณเห็นมั้ยว่า Code มันเขียนได้เปลี่ยนได้
คำถามคือไม่ใช่ว่า “แก้ Code ได้ไหม?”
แต่มันคือคำถามที่ว่า
“ใครจะยอมรับกฎใหม่ของมึง ?”
ถ้า Node ผมยอมรับ 42 ล้านเหรียญ
แต่ Node ของคนอื่น ๆ ยังยอมรับเฉพาะกฎเดิมที่ Limit 21 ล้านเหรียญ
เราสองคนอาจไม่ได้อยู่บน Consensus Rules ชุดเดียวกันอีกต่อไป
ถ้าความแตกต่างนั้นกระทบ Consensus และเข้ากันไม่ได้ เราอาจเกิด chain split หรือ fork แทนที่จะทำให้ Bitcoin ที่ทุกคนใช้อยู่บนกฏเดียวกัน ซึ่งสำหรับ Bitcoin แล้วคุณสามารถแก้ Code ได้เลย ไม่มีปัญหา แต่หากว่า Code ใหม่ของคุณเข้ากับคนอื่นไม่ได้ คุณก็จะสั่งทำ Transaction ไม่ได้กับ Node คนอื่น และคนอื่นก็สั่งทำ Transaction บน Node ของคุณไม่ได้ด้วย
นี่คือความต่างระหว่าง
แก้โปรแกรมของตัวเอง
กับ
เปลี่ยนระบบที่คนจำนวนมากกำลังเลือกใช้ร่วมกัน
นี่คือ Core Value ของคำว่า Bitcoin Hard Money อย่างแท้ทรู
9. ถ้างั้น 21 เหรียญล้านเกิดจาก “Consensus” หรอ?
ไอ่คำว่า Consensus ก็ต้องระมัดระวังอีก 😂
เพราะมันทำให้เราจินตนาการเหมือนมีการประชุม

ซึ่งระบบ Bitcoin ไม่ได้ทำงานแบบนั้น
มันไม่มีการ Vote ว่า
“51% ของ Node Server เห็นด้วยไหมจ๊ะ ?”
และจำนวนของ Node ก็ไม่ใช่ระบบ One Node One Vote สำหรับเปลี่ยน Consensus Rules ซะด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมันกระจัดกระจายกว่านั้นไปอีก กล่าวคือ
- Developer เขียน Software เองได้
- Miner เลือก Software ที่จะ Run ได้
- Exchange เลือก Software ที่จะ Run ได้
- Wallet เลือก Software ที่จะ Run ได้
- Merchant เลือก Software ที่จะ Run ได้
- ผู้ใช้เลือก Software ที่จะ Run ได้
- Node Operator เลือกกฎที่ตัวเอง Validate ได้
คนเหล่านี้มี Incentive และอิทธิพลแตกต่างกันไป
และถ้ามีการเปลี่ยนกฎที่ไม่ Compatible กับกฎเดิม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด Network Split
ดังนั้นเวลาเราพูดว่า
Bitcoin มีจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญเพราะ Consensus Rule
อืม…..ผมก็ว่าเข้าใจง่ายดีนะแต่ยังหยาบไปนิด
เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
มันไม่อาจมีคน ๆ เดียวที่จะสามารถเปลี่ยนกฎของ Bitcoin แล้วบังคับใช้กับทุกคนได้
ผมว่านี่แหละคือความแข็งแกร่งของ Bitcoin อย่างแท้จริง และเป็นความแข็งแกร่งที่เหมาะสมกับฉายาของมันที่ว่า Bitcoin Hard Money
10. แล้ว Mining ทำให้ Bitcoin Hard Money ตรงไหน ?
ตอนนี้อย่าเผลอโยน Miner ทิ้งนะ
เพราะ Mining ก็ยังสำคัญมาก ๆ เช่นกัน
ระบบของ Bitcoin ใช้ระบบ Proof of Work เพื่อทำให้การสร้าง Blockchain นั้นมีต้นทุนเนื่องจากต้องแข่งขันกัน และมันเป็นสิ่งที่ทำให้ Node มีหลักในการเลือก valid chain ที่มี accumulated work มากกว่าเมื่อมี chain candidates ที่ผ่านกฎวิ่งเข้ามาหา Node
และ Mining เองก็เป็นกลไกสำคัญที่นำ Bitcoin ใหม่เข้าสู่ระบบตาม Subsidy Schedule ของมัน
แต่มันไม่ได้ทำให้ Bitcoin Limit ได้ด้วยการ
ใช้ไฟเยอะ = Bitcoin มีค่า
อันนี้เหตุผลมันจะดูกลับตาลปัตรคล้าย ๆ ว่า
ถ้าผมเปิด Heater ใช้ไฟ 10 ล้านบาทต่อเดือนเพื่อทำ Steak 1 ต่อน
แต่เนื้อที่ออกมาจาก Heater ของผมไม่ได้มีมูลค่า 10 ล้านบาทเพราะผมเสียไฟถูกม๊ะ ?
Mining Cost ไม่ได้บังคับให้ตลาดต้องตีราคา Bitcoin สูงกว่าต้นทุนของ Miner
ถ้าราคา Bitcoin ล่วงลงมา Miner ที่ต้นทุนสูงอาจขาดทุนและต้องปิดเครื่องไป
Bitcoin ไม่ได้บอกกับตลาดว่า
Miner เสียเงินเยอะนะ ช่วยซื้อแพง ๆ หน่อยดิ (มึงจะบ้าหรอ)
แน่นอนว่า Proof of Work มีหน้าที่สำคัญใน Protocol ของ Bitcoin
แต่ Cost ของการทำ Proof of Work ไม่ได้สร้าง Value ให้ Bitcoin โดยอัตโนมัติ
นี่กลับไปหาหินก้อนแรกของเราอีกแล้ว และถ้าหากคุณอยากเห็นหน้าตาการ Design ระบบ Proof of Work ที่ Satoshi เค้าได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ Day One คุณสามารถเข้าไปดูเอกสารในตำนานอย่าง Bitcoin Whitepaper ได้เลย
11. Difficulty Adjustment ทำให้เรื่องนี้แปลกขึ้นอีก
สมมุติว่าวันนี้ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นมหาศาล
แล้วเหล่าบรรดา Miner ก็มองเห็นกำไรที่จะได้นั้นเป็นกอบเป็นกำ
เครื่องใหม่ถูกเปิดขึ้นมาเป็นแสน ๆ เครื่อง
พอเครื่อง Miner ถูกเปิดโดยพร้อมเพรียงกันก็จะเป็นผลทำให้ Hashrate เพิ่มขึ้น
คำถามคือ
Bitcoin จะถูกขุดออกมาเร็วขึ้น จนครบ 21 ล้านเหรียญภายในวันพรุ่งนี้เลยไหม ?
คำตอบก็คือ ไม่ !!!
Bitcoin มีระบบที่เรียกว่า Difficulty Adjustment
เป้าหมายคือรักษา Block Interval โดยเฉลี่ยไว้ประมาณ 10 นาที แม้ Hashrate จะเปลี่ยนไป โดย difficulty ถูกปรับเป็นช่วง ๆ หรือทุก ๆ 2016 Block ตามกฎของ Proof of Work ซึ่งจะใช้เวลาของรอบการปรับประมาณ 20,160 นาที หรือประมาณ 2 Weeks ซึ่งจะมีสูตรการคำนวณ ดังนี้
New Difficulty = Old Difficulty × (Actual Time / Target Time)
นี่คือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรื่องราวของ Bitcoin Hard Money
เพราะในเหมืองทองมันจะมี Incentive หน้าตาประมาณนี้ :

Bitcoin ก็จะมี Incentive ทางฝั่ง Miner คล้ายกันในช่วงแรก นั่นก็คือ :

แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ :

ซึ่ง Hashrate เพิ่มไม่ได้ทำให้ Miner ลงคะแนนเสียงเพื่อรับ 6.25 BTC แทน 3.125 BTC
เนื่องจาก Subsidy Schedule ยังเดินตาม Block Height ตามกฎที่ Node ตรวจสอบอยู่
นี่ทำให้ Supply Response ของ Bitcoin นั้นแปลกมาก ๆ
ซึ่งพูดง่ายๆก็คือ Demand ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้การผลิต Bitcoin ใหม่เร็วขึ้น
12. แล้ว Halving สำคัญตรงไหน ?
การทำ Halving เป็นผลทำให้ New Supply ลดลงเป็นขั้น ๆ
ซึ่งในทุก ๆ 210,000 Blocks นั้นก็จะเป็น

แต่ผมอยากระวังประโยคที่ชาว Bitcoiner ชอบพูดว่า
การ Halving ทำให้ Bitcoin ราคาขึ้น
ซึ่ง Protocol ของ Bitcoin มันไม่ได้รับประกันแบบนั้นนะ
จริง ๆ แล้วการ Halving มันบอกเราแค่เรื่องของ Supply Schedule
แต่มันไม่ได้บอก Future Market Price นะครับ
เพราะว่าราคายังขึ้นอยู่กับ Demand เท่านั้นแหละ
ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีใครต้องการ Bitcoin ต่อให้ New Supply = 0 ก็ไม่ได้แปลว่าราคาต้องขึ้นหนิ ถูกมะ ?
กลับไปที่หินของผมอีกแล้ว
Supply = 1
Demand = 0
Good luck เลย
ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจของการ Halving ไม่ใช่ว่ามันเป็นเครื่องปั๊มราคา
แต่คือมันทำให้ Monetary Issuance คาดการณ์ได้จากกฎของ Protocol
ซึ่ง Bitcoin Core mainnet ระบุ halving interval ไว้ที่ 210,000 blocks โดยตรง และการคำนวณ subsidy ผูกกับ block height นั่นก็แปลว่า Bitcoin เกิดขึ้นมาในปี 2009 จากนั้นก็จะมี Bitcoin เกิดใหม่เป็นจำนวน 50 BTC ทุก 10 นาที แล้วอัตราการผลิตจะลดลงครึ่งนึงทุก ๆ 4 ปี แล้วมันจะไปผลิตครบ 21 ล้านเหรียญที่ปี 2140 และมันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ว่าจะมีเครื่องขุดไหลเข้ามาในระบบมากมายเพียงใดก็ตาม
คุณเห็นความขลังของ Bitcoin Hard Money รึยัง ?
13. Bitcoin vs Gold เริ่มเห็นความแตกต่างแล้ว
ตอนแรกทั้งคู่ดูเป็นเหมือน Hard Money เหมือน ๆ กัน
แต่กลไกที่มำให้มัน Scarcity นั้นคนละโลกกันเลย

แต่ผมก็ไม่อยากให้ Table นี้กลายเป็นแบบว่า
Bitcoin 7 : Gold 0
แน่นอนว่าทองมีคุณสมบัติที่ Bitcoin ไม่มีเช่นกัน
เพราะทองคำมันเป็น Physical Asset มันมีอะตอม มันมีมวล มันมีน้ำหนัก
มีประวัติการใช้เป็นเงินและ Store of Value ยาวนานมาก ๆ
ไม่ต้องมี Internet เพื่อทำให้ตัวทองคำนั้นมีตัวตน
ไม่มี Software Bug
ไม่มี Protocol Upgrade
ไม่มี Private Key ให้เราทำหาย
ส่วน Bitcoin เองมีคุณสมบัติที่ทองไม่มีเช่นกัน
เนื่องจาก Bitcoin ก็สามารถตรวจ Supply Rules ได้ด้วยตัว Software เอง
ส่งข้ามโลกได้โดยไม่ต้องขนเป็นแท่ง ๆ ทางเรือ
มิหนำซ้ำยังแบ่งเป็นหน่วยเล็กมาก ๆ ได้ด้วย
และผู้ใช้สามารถ Validate กฎบางส่วนที่สำคัญด้วย Node Server ของตัวเอง
ดังนั้นคำถามว่า
อะไร “ดีกว่า”
ไม่ใช่สิ่งที่คำว่า Bitcoin Hard Money จะตอบคำถามให้เราได้ทั้งหมด แต่มันก็อยู่ที่ตัวคุณเองว่าชอบและปราบปลื้มสิ่งไหนมากกว่ากัน
14. Hard Money ≠ Sound Money
สองคำนี้ถูกใช้ปะปนกันบ่อยมากจนมันดูสะเปะสะปะ
บางคนก็ใช้จนแทบจะเป็น Synonym ติดปาก
แต่ผมชอบแยกมันออกจากกัน ในเวลาที่ผมจะต้องอธิบายให้ใครบางคนฟัง
เอาอันแรกเลยละกัน ถ้าเราถามหาเรื่องของความ Hardness ฉะนั้นเราต้องถามเรื่อง Supply :
การเพิ่ม Supply ยากแค่ไหน ?
แต่ถ้าจะถามว่าอะไรเหมาะจะเป็น Money
เรายังมีเรื่องอื่นอีกเยอะแยะมากมายที่ต้องพิจารณา
- Durability
- Portability
- Divisibility
- Fungibility
- Recognizability
- Liquidity
- Security
- Network Effects
- Acceptability
- Price Stability
และอีกหลายอย่างมากโข
หากว่าเราลองสร้างเหรียญใหม่วันนี้เลย
ชื่อ
TarCoin
Supply = 1 เหรียญถ้วน
ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้ตลอดกาล
แม่ง Hard กว่า Bitcoin ไปอีก
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สิ่งนี้กลายมาเป็น Money ได้
เพราะไม่มีใครต้องการมันเลย มีผมต้องการอยู่คนเดียว
ไม่มีตลาด
ไม่มี Liquidity
ไม่มี Network
ไม่มีใครตั้งราคาสินค้าเป็นหน่วย TarCoin
ดังนั้นแล้ว
Scarcity เป็นคุณสมบัติของ Supply ไม่ใช่ใบรับรอง Value
นี่เป็นจุดที่ผมว่า Bitcoiners ต้องระวังมาก ๆ เหมือนกันนะครับ
แน่นอนว่าไอ่ 21 ล้านเหรียญก็เป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ
แต่มันไม่ได้ทำให้ข้อถกเถียงเรื่อง Monetary Value จบลงโดยอัตโนมัติ
15. แล้ว Stock-to-Flow ล่ะ?
เวลาอธิบาย Hard Money เรามักจะเจอคำว่า
Stock-to-Flow
ซึ่งมันก็เป็นแนวคิดพื้นฐานง่ายมาก ๆ (ง่ายบ้านมึงดิ)
Stock = ของที่มีอยู่แล้วบนโลกใบนี้
Flow = ของใหม่ที่ผลิตเพิ่มในอนาคต
ถ้ามีทองสะสมอยู่เยอะมากบนโลกใบนี้ แต่มนุษย์เราขุดเพิ่มได้เพียงส่วนน้อยในแต่ละปี
ฉะนั้น Stock-to-Flow ก็จะสูง
ทีนี้เรามาพิจารณา Bitcoin ภายหลังแต่ละ Halving นั้นก็จะมี New Issuance ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับ Existing Supply
นี่จึงเป็นเหตุผลให้มีคนใช้ Stock-to-Flow ในการอธิบายความ Hard ของ Bitcoin เฉกเช่นเดียวกับทองคำ
ซึ่งในฐานะ Supply Metric มันก็ช่วยให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น
แต่อย่ากระโดดข้ามเรื่อง Demand นะครับ เพราะมันคือสิ่งที่สำคัญกับราคา ซึ่งเราจะพูดแค่เรื่อง Stock-to-Flow ไม่ได้นะ
เพราะหากคุณยังจะดื้อดึงพูดอยู่เรื่องเดียวนี้ หิน 10 ล้านบาทของผมกำลังหัวเราะอยู่
สรุปง่ายๆก็คือ Stock-to-Flow สามารถบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ Supply ของ Bitcoin
แต่มันไม่ได้เป็นกฎธรรมชาติที่กำหนด Market Price ของ Bitcoin เลยแม้แต่น้อย
16. สาเหตุที่ Bitcoin Hard Money เพราะใช้พลังงานเยอะหรือเปล่า ?
นี่ก็เป็นอีกประโยคที่ผมอยากแยกแยะออกจากกัน
มันชอบมีคนพูดว่า Bitcoin มีค่าเพราะว่าการ Mining นั้นใช้พลังงาน
ผมคิดว่ามันไม่ถูกนะ
โอเคแหละ Mining ใช้พลังงานก็จริง
ไอ่การทำ Proof of Work มีต้นทุนจริง
แต่การใช้ Resource ไม่ได้ทำให้ Output ของการใช้ Resource นั้นเสือกมี Value ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ผมสามารถใช้ไฟฟ้า 1 MWh เพื่อคำนวณหา SHA-256 ของรูปนางแบบ AV ได้
ปัญหาก็คือตลาดไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ผม เพราะสิ่งที่ผมทำดันมีค่ากับแค่ตัวผมเอง
แต่สิ่งที่ Mining ทำคือทำงานภายในระบบที่คนให้ Value อยู่แล้ว
ซึ่ง Miner มันแข่งขันกันเพื่อสร้าง valid blocks เพื่อรับ Subsidy + Fees
ถ้า Revenue ของการ Mining นั้นมันคุ้มค่า Cost
Mining ก็จะมี Incentive
แต่ถ้าไม่คุ้ม
Miner บางส่วนก็จะปิดตัวลง
ดังนั้นอย่าจำสลับกันนะ

กับ

โลกจริงซับซ้อนกว่าลูกศรสองเส้นนี้อย่างแน่นอน แต่ทิศทางความคิดนั้นสำคัญกว่า
ซึ่ง Bitcoin ไม่ได้มี Value เพราะเราจุดไฟเผาพลังงานทิ้ง แต่ Bitcoin Hard Money นั้นมี Value ขึ้นมาได้ด้วยหลักการของ Demand Supply ล้วน ตามหลักของ Austrian Economic โดยแท้ทรู
17. ถ้าอย่างนั้น Bitcoin Hard Money จริงหรือไม่?
ตอนนี้เราตอบได้แบบไม่ต้องเขินเลย
ถ้าใช้คำว่า Hard Money ในความหมายที่ว่า
Monetary asset ที่ Supply เพิ่มได้ยาก และการออกหน่วยใหม่ไม่สามารถขยายตาม Demand ได้ง่าย ๆ
Bitcoin มีคุณสมบัติที่เข้ากับคำนี้อย่างชัดเจน !!!
เพราะ Issuance ถูกกำหนดตาม Block Height
แล้ว Block Subsidy ลดทุก 210,000 Blocks
แถมยังมี Validating nodes ตรวจไม่ให้ Coinbase จ่าย Bitcoin เกิน Subsidy + Fees
ยิ่งไปกว่านั้น Hashrate ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ Miner มีสิทธิ์เพิ่ม Subsidy ตามใจชอบ
แต่จากตรงนั้นไปถึงประโยคว่า
เพราะฉะนั้น Bitcoin ต้องมี Value สูงขึ้นตลอด
หรือ
เพราะฉะนั้น Bitcoin เป็น Money ที่ดีที่สุด
หรือ
เพราะฉะนั้น Bitcoin จะแทนเงินทุกชนิด
ยังมีสะพานอีกหลายกิโลเมตรที่เรายังไม่ได้เดินไปถึง
แน่นอนว่า Hardness บอกเราเรื่องหนึ่ง
แต่มันไม่ได้ตอบเราทุกเรื่อง
18. และคำว่า Limit 21 ล้านเหรียญก็ไม่ได้อยู่ในหิน
นี่เป็นส่วนที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดของบทความนี้เลยล่ะครับ
ทองคำมี Scarcity เพราะ Universe บังคับเราให้ต้องเป็นแบบนั้น
คุณอยากได้ทองเพิ่มใช่มั้ย ?
ไปขุด !!!
ธรรมชาติไม่สนว่าคุณจะ Vote กันออกมายังไง
แต่ Bitcoin นั้นมันไม่เหมือนกัน
มันไม่มีอะตอมหรือสารประกอบที่ชื่อ Bitcoin
ไม่มีสินแร่ Bitcoin ที่ฝังอยู่ใต้ดิน
ไม่มี Physics Law ที่นิวตันไปค้นพบแล้วเขียนว่า

เพียงแต่มันเป็นกฎในระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เท่านั้นเอง
แต่ความประหลาดคือ…
ถึงมันจะเป็น Software Rule
แต่คนคนเดียวก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง Code ในบ้านคนอื่นได้
แน่นอนว่า Developer เปลี่ยน Code ของตัวเองได้
หรือ Miner เปลี่ยน Code ของพวกเขาเองได้
ผมเปลี่ยน Code ของตัวเองได้
คุณเปลี่ยน Code ของตัวคุณเองได้
แต่ Node ของผมก็สามารถพูดได้เหมือนกันว่า
กฎที่คุณเพิ่งแก้ไปนั้น ไม่ใช่กฎที่เครื่องของผมกำลัง Validate อยู่
นี่ทำให้ Bitcoin Scarcity ไม่เหมือน Scarcity ของทองคำ
และมันก็ไม่เหมือน Scarcity ของ Database บริษัททั่วไปด้วยนะ
ซึ่งบริษัทเกมสามารถเพิ่ม Gold ในเกมได้ถ้าบริษัทต้องการ
ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถแก้ Database ภายใต้กฎของระบบธนาคารได้
แต่ Bitcoin พยายามสร้างระบบที่ไม่มี Administrator คนเดียวถือปุ่มมหัศจรรย์
ซึ่งตัว Bitcoin เอง มันไม่ได้ทำให้กฎแข็งแรงจน “ไม่สามารถเปลี่ยนได้”
แต่มันทำให้เกิดคำถามที่ว่า
หากกูเปลี่ยน Code แล้ว ใครจะตามมึงไปด้วย ?
FAQ — Bitcoin Hard Money
Bitcoin Hard Money คืออะไร?
เมื่อคนเรียก Bitcoin ว่า Hard Money โดยทั่วไปกำลังพูดถึงความยากในการเพิ่ม Supply ของ Bitcoin ซึ่งการผลิต Bitcoin ใหม่นั้น จะต้อง Follow ตามกฏ Subsidy Schedule ที่กำหนดใน Consensus Rules และ subsidy ลดลงทุก 210,000 blocks ซึ่งถูกกำหนดไว้ในไฟล์ที่ชื่อว่า validation
Bitcoin มี Supply สูงสุด 21 ล้านจริงหรือไม่?
กฎของ Bitcoin ที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นกำหนด issuance schedule ที่จะนำพาให้ Max Supply นั้นวิ่งไปสู่ประมาณ 21 ล้าน BTC และ Bitcoin Core กำหนด MAX_MONEY ไว้ที่ 21,000,000 BTC ในหน่วย satoshi ซึ่งถูกกำหนดไว้ในไฟล์ที่มีชื่อว่า amount
ทำไมไม่แก้ Bitcoin จาก 21 ล้านเป็น 42 ล้าน?
คุณสามารถเขียน Software ที่ใช้กฎ 42 ล้านได้เลยทันที แต่การแก้ Software ของคุณนั้นไม่สามารถบังคับให้ Node อื่น ๆ ให้ยอมรับกฎนั้น หากกฎใหม่ดันขัดกับ Consensus Rules เดิม ผู้ใช้ที่ยังบังคับใช้กฎเดิมสามารถปฏิเสธ Block ที่ผิดกฎได้ และความไม่เข้ากันอาจนำไปสู่การแยกเครือข่ายแทนที่จะเปลี่ยน Bitcoin ของทุกคนพร้อมกัน
Miner สามารถสร้าง Bitcoin เกิน Block Subsidy ได้หรือไม่?
Miner สามารถสร้าง candidate block ที่ Coinbase Transaction ขอ Reward เกินได้อย่างสบายๆเลย แต่ Node ที่บังคับใช้กฎเดิมจะถือว่า Block นั้น invalid ซึ่งใน Bitcoin Core มีการตรวจว่า Coinbase output ต้องไม่เกิน Block Subsidy บวก Fees ซึ่งถูกกำหนดไว้ในไฟล์ที่ชื่อว่า validation
Halving เกิดทุก 4 ปีหรือไม่?
เราพูดแบบประมาณเอาได้ แต่กฎจริงคือทุก 210,000 Blocks ไม่ใช่ทุกสี่ปีตามปฏิทิน ระยะเวลาราวสี่ปีเกิดจาก Block Interval เฉลี่ยประมาณ 10 นาที ซึ่งถูกกำหนดไว้ในไฟล์ที่ชื่อว่า validation
Bitcoin มีค่าเพราะใช้พลังงานในการ Mining หรือไม่?
การใช้พลังงานไม่ได้สร้าง Market Value โดยอัตโนมัติ คำว่า Proof of Work มีหน้าที่ในการสร้าง Block และควบคุมความปลอดภัยของระบบ แต่ราคาของ Bitcoin ยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้ซื้อและผู้ขายยอมแลกในตลาด
ของที่ Scarce ต้องมีค่าหรือไม่?
ไม่จำเป็น ความขาดแคลนเป็นคุณสมบัติด้าน Supply แต่ Value ยังต้องมี Demand เข้ามาเกี่ยวด้วย สิ่งของที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกสามารถมี Market Value ต่ำมากหรือเป็นศูนย์ได้หากไม่มีใครต้องการมัน
Hard Money กับ Sound Money เหมือนกันไหม?
คำสองคำนี้มีการใช้ซ้อนกันและไม่ได้มีนิยามเดียวในทุกบริบท แต่การแยก Hardness ออกจากคุณสมบัติด้าน Monetary Usefulness จะช่วยป้องกันการสรุปผิดได้ เพราะบางคนเข้าใจว่าเพียง Supply เพิ่มขึ้นยากก็จะทำให้สินทรัพย์หนึ่งเป็นเงินที่ดี ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่
แล้วอะไรทำให้ Bitcoin “ขาดแคลน” กันแน่?
ตอนเริ่มบทความ ผมคิดว่าเราน่าจะตอบง่าย ๆ ว่า
เพราะมันมีจำกัดเพียงแค่ 21 ล้านเหรียญ
จบ !!!
แต่พอเปิดมันออกมาดูจริง ๆ แล้ว
ตัวเลข 21 ล้านเหรียญนั้นไม่ได้มีเวทมนตร์อะไรเลย
มันเป็นแค่กฎ
และกฎก็เป็นเพียง Software ก็เท่านั้น
อย่าที่รู้กันว่า Software แก้ไขได้สบาย ๆ
ตรงนี้ฟังดูเหมือนว่า Bitcoin Scarcity จะพังหมดเลยใช่มะ ?
จนเราเดินลงไปอีกชั้นนึงที่ลึกกว่านั้น
เราจะพบว่า Miner สร้าง Block ได้
แต่ไม่ได้บังคับให้ Node ยอมรับ Block ที่ผิดกฎได้
แล้ว Developer ก็เขียน Code ได้
แต่ไม่ได้บังคับให้คนอื่นรัน Code ที่ผิดเพี้ยนนั้นได้
ผมสร้าง Bitcoin เวอร์ชั่นใหม่ที่มีจำกัดไว้ที่ 42 ล้านของตัวเองได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเรียกของชิ้นนั้นว่า Bitcoin เหมือนกับผม
สุดท้ายแล้ว Scarcity ของ Bitcoin เลยประหลาดกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ
ซึ่งทองคำนั้นขาดแคลนเพราะ
ธรรมชาติบอกว่า “มึงจะเอาเพิ่มก็ไปขุดเอานะ”
แต่ Bitcoin มันเสือกขาดแคลนอีกแบบหนึ่ง
เหตุผลก็เป็นเพราะว่า ไม่ใช่เพราะคอมพิวเตอร์สร้างเลข 21,000,001 ไม่ได้
ในทางกลับกัน มันสร้างได้สบาย ๆ
แล้วไม่ใช่เพราะว่า Developer แก้ Code ให้เป็น 21,000,001 ไม่ได้
แก้ได้สิ สบาย ๆ เลยด้วย
แล้วไม่ใช่เพราะว่า Miner สร้าง Block แปลก ๆ ที่มีเลข 21,000,001 ไม่ได้
สร้างได้สิ ก็สบาย ๆ อีกเช่นเคยแหละ
แต่เพราะหลังจากสร้างมันขึ้นมาแล้ว
ยังเหลือคำถามสุดท้ายอยู่นั่นก็คือ
คนอื่นจะยอมรับมันหรือเปล่า ?
และพอคิดมาถึงตรงนี้ ผมรู้สึกว่าคำถามเรื่อง Bitcoin Hard Money ที่น่าสนใจจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่ว่า
“Bitcoin มีแค่ 21 ล้านเหรรียญจริงไหม ?”
แต่เป็น…