Bitcoin และ Austrian Economics เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
Bitcoin Austrian Economics เป็นสองคำที่ตอนแรกผมไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
เพราะตอนที่ผมเริ่มศึกษา Bitcoin ผมไม่ได้เริ่มจากตัวเศรษฐศาสตร์
แต่ผมเริ่มจาก Technology ล้วน ๆ เพราะผมมาจากสายงานทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
แน่นอนว่าผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการพยายามทำความเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานยังไง ซึ่งก็เผาเวลาไปหลายวันหลายคืน กับหลายๆหัวข้อ หลายๆ Topic ไม่ว่าจะเป็น
Bitcoin Transaction
UTXO
Private Key
Digital Signature
Mining
Node
Blockchain
จนไปถึง Lightning Network
ยิ่งขุดลงไปก็ยิ่งเจอของที่ต้องให้เรียนอีกเยอะชิบหายวายป่วง
แต่พอวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่า
เออ…กูพอจะเข้าใจแล้วว่า Bitcoin มันทำงานยังไง
กลับมีอีกคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาแทน
แล้วทำไมต้องสร้างของแบบนี้ขึ้นมาวะ?
ทำไม Bitcoin ต้องมีจำนวนจำกัด?
ทำไม Bitcoin ถึงต้องไม่มีบริษัทคอยดูแล Database?
ทำไมต้องเปลืองไฟฟ้าในการทำ Proof of Work มากมายก่ายกองขนาดนั้น?
ทำไม Node Server แต่ละตัวต้องตรวจสอบกฎด้วยตัวเอง แล้วโยนกันไปโยนกันมา?
ทำไมมึงไม่ออกแบบระบบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใดคนหนึ่งเพิ่ม Bitcoin ได้เพื่อความยืดหยุ่น?
ถ้าเป้าหมายคือแค่ส่งเงินผ่าน Internet…
Database บวกกับ Server กลางสักตัวง่ายกว่าตั้งเยอะ
แล้วระหว่างที่ผมไล่อ่านเรื่องราวของ Bitcoin ไปเรื่อย ๆ ผมก็เริ่มเจอชื่อคนพวกนี้บ่อยขึ้น
Carl Menger
Ludwig von Mises
Friedrich Hayek
และคำหนึ่งที่ตอนแรกผมแทบไม่รู้จักเลย
Austrian Economics
เอ๊ะ…เดี๋ยวนะ…
นักเศรษฐศาสตร์พวกนี้ตายห่าไปก่อน Bitcoin จะเกิดขึ้นเสียอีก
และอีกอย่าง Satoshi ก็ไม่ได้เขียนว่า Bitcoin คือ “Austrian Economics Coin”
แล้ว Bitcoin Austrian Economics …
อีสองเรื่องนี้เกิดห่างกันเป็นร้อยปี มันมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไงวะ?
1. ก่อนถามว่า Bitcoin คือเงินที่ดีไหม…เราก็คงต้องกลับไปดูว่า…เงินเกิดขึ้นมาได้ยังไงก่อน?
Carl Menger เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Austrian School ซึ่งเขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ แนวคิดเรื่องกำเนิดของเงิน ไว้ได้น่าสนใจมากๆเลย
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในงานเขียนของ Menger คือเวลาอธิบายเรื่องเงิน เขาไม่ได้เริ่มจากคำถามที่ว่า
รัฐบาลควรสร้างเงินแบบไหน?
แต่ย้อนกลับไปถามว่า
ทำไมมนุษย์ถึงเลือกของบางอย่างมาเป็นเงินตั้งแต่แรก?
ลองนึกภาพตลาดหรือระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่มีระบบ Money ดูสิ
เช่น ผมเลี้ยงไก่
คุณปลูกข้าว
วันนี้ผมอยากได้ข้าว
และบังเอิญคุณอยากได้ไก่
งั้นก็ง่ายเลยดิ

แต่ถ้าผมอยากได้รองเท้า…
คนขายรองเท้าดันไม่อยากได้ไก่ล่ะ?
ผมต้องหาคนที่
อยากได้ไก่
และเขาก็ต้องมีของที่คนขายรองเท้าต้องการ
แล้วเอาไปแลกกันอีกทีเป็น 2 ทอด
อ่ะ….ชีวิตเริ่มเหนื่อยละ
ทีนี้ Menger ก็เลยเสนอแนวคิดว่า สินค้าบางชนิดมีสิ่งที่เรียกว่า Saleability / Marketability มากกว่าสินค้าอื่น คือเอาไปแลกต่อได้ง่ายกว่าโดยไม่ต้องลดราคาหนัก ๆ และกระบวนการในตลาดสามารถทำให้สินค้าที่มีความสามารถในการขายต่อสูงถูกเลือกใช้เป็น Medium of Exchange มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำสั่งของรัฐบาล
ถ้าให้พูดแบบบ้าน ๆ คือ
ผมอาจยอมรับของบางอย่าง
ไม่ใช่เพราะผมอยากใช้งานของชิ้นนั้น
แต่เพราะผมรู้ว่า
คนอื่นแม่งก็อยากได้เหมือนกัน
นี่ไง…เกมเริ่มเปลี่ยนแล้วใช่มั้ย ?
ของชิ้นนั้นไม่ได้เป็นแค่ Commodity (คำว่า Commodity แปลว่าสินค้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นน้ำมันดิบ หรือ ทองคำ)
มันเริ่มทำหน้าที่เป็น
เงิน หรือ Money แล้วไง (คำว่า “เงิน” ที่ผมจะใช้ในบทความนี้ทั้งหมดไม่ใช่ Silver นะ แต่ให้รู้ว่าเป็น Money)
ตรงนี้เป็นจุดแรกที่ผมเริ่มมอง Bitcoin ต่างออกไปจากสิ่งที่มันเป็นอยู่
เพราะคำถามไม่ได้มีแค่ว่า
Bitcoin นั้นมีรัฐบาลไหนรับรองไหม?
แต่อาจต้องถามด้วยว่า
จะมีคนยอมรับ Bitcoin จากคนอื่นมั้ย? เพราะคาดว่าจะสามารถเอาไปแลกกับคนอื่นต่อได้หรือเปล่า?
นี่เป็นคำถามคนละแบบเลยนะ
2. แล้วอะไรทำให้สิ่งของบางอย่างกลายเป็น “เงินที่ดี”?
ลองกลับไปดูสิ่งของที่มนุษย์เคยใช้เป็น Money
- เปลือกหอย
- ลูกปัด
- โลหะผสม ทองแดง สำริด เนื้อชิน
- แร่เงิน
- ทองคำ
- ธนบัตรกระดาษฝ้าย
ซึ่งหากเราพิจารณาดูดีๆ ของแต่ละอย่างมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน
ของที่ทำหน้าที่เป็น Money ได้ดีมักถูกพิจารณาผ่านคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น

ทองคำเคยทำหน้าที่นี้ได้ดีมากในหลายสังคม
มันไม่เน่า มันไม่ขึ้นสนิม กินไม่ได้ ไม่ละลายหายไป
แบ่งเป็นหน่วยย่อยได้ แล้วหลอมกลับมาเป็นหน่วยใหญ่ได้
มันหายากอยู่นะ
และที่สำคัญ…
ถ้าราคาทองพุ่งสูงขึ้น
มนุษย์ไม่สามารถกด Keyboard แล้วสร้างทองอีก 10 ล้านตันขึ้นมาในวันพรุ่งนี้เช้าได้
แล้วตรงนี้เราจะเจอคำที่ชาว Bitcoin ชอบพูดกันมากๆเลย นั่นก็คือคำว่า
Hard Money
และนี่เป็นจุดที่เรื่อง Bitcoin Austrian Economics เริ่มมาเจอกัน เพราะคำถามไม่ได้อยู่แค่ว่าเงินหายากแค่ไหน? แต่อยู่ที่ว่า Supply ของเงินนั้นถูกสร้างและเปลี่ยนแปลงยังไงได้บ้าง?
3. Hard Money คืออะไร แล้ว Bitcoin เกี่ยวอะไรด้วย?
คำว่า Hard Money ถูกใช้ในหลายๆบริบท
แต่ในโลกของ Bitcoin/Austrian ที่เรากำลังคุยกัน เรามักสนใจเงินที่ผลิต Supply เพิ่มได้ยาก หรือการผลิตหน่วยใหม่ตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้จำกัด
ลองสมมุติของสองอย่าง
Money A
ราคาเพิ่ม 100%
ผู้ผลิตตอบว่า

Supply เพิ่มมหาศาล
Money B
ราคาเพิ่ม 100%
แต่การสร้าง Supply ใหม่ยังยากอยู่
ของสองอย่างนี้ก็จะมี Monetary Properties ไม่เหมือนกันละ
ทีนี้กลับมาที่ Bitcoin
Bitcoin ไม่ได้แค่ “หายาก” เพราะวันนี้ขุดยาก
มันมี Issuance Schedule ที่ถูกกำหนดโดย Consensus Rules ที่ Lock ไว้ด้วย Code ซึ่งสิงสถิตอยู่ใน Node Server ทุกๆเครื่อง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ Block Subsidy จะลดลงทุกๆ 210,000 blocks หรือประมาณ 4 ปี
และ Nodes Server ตรวจสอบตลอดเวลาว่า Coinbase Transaction ไม่สร้าง Bitcoin เกินกว่าที่กฎอนุญาต
เราเคยแกะกลไกนี้มาแล้วใน Bitcoin Mining และ Bitcoin Node
ตรงนี้เองที่ผมเริ่มเห็นสะพานเชื่อมระหว่าง
Engineering Protocol
กับ
Monetary Economics
เพราะ 21,000,000 BTC ไม่ได้เป็นแค่เลขเท่ ๆ ที่เอาไว้ทำลายเสื้อสวมใส่
แต่มันคือการเลือก Monetary Policy แบบหนึ่งเชียวนะ
4. แล้วทำไมต้อง 21 ล้านเหรียญไปตลอดกาล?
คำตอบที่น่าสนใจคือ…
มันไม่จำเป็นต้องเป็น 21 ล้านก็ได้
ถ้า Satoshi ออกแบบหน่วยของ Bitcoin และ Issuance แตกต่างออกไปตั้งแต่ต้น ระบบอาจมีตัวเลข Maximum Supply คนละเลขก็ได้ กล่าวคือมันจะเป็นเลขอะไรก็ได้ แต่มันต้อง Limit อยู่ที่สักตัวเลขนึง ซึ่งในที่นี้ Satoshi ผู้สร้าง Bitcoin ก็ได้เลือกจิ้มเอาเป็น 21 ล้านละกัน
สิ่งที่สำคัญกว่าเลข 21 ล้าน คือ
กฎการออก Supply ของ Bitcoin นั้นสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
และจะไม่มี CEO ของ Bitcoin ตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพูดว่า

เพราะกฎการผลิต Bitcoin ถูกตรวจสอบโดย Bitcoin Node จากนั้น Bitcoin ใหม่ก็ถูกสร้างผ่านกระบวนการ Bitcoin Mining กล่าวคือใน Day One ที่ Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นนั้นมันมีจำนวนทั้งโลกคือ 0 BTC แล้วเมื่อเวลาผ่านไปทุกๆ 10 นาที ก็จะมี Bitcoin งอกขึ้นมา 50 BTC แล้วมันก็ Run มาเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งในระบบ Bitcoin ผู้เข้าร่วมทุกคนจะทำการ Run Software ที่ enforce Consensus Rules ของตัวเอง เพื่อเป็นการช่วยกันรักษา Hard Cap Supply ที่ 21 ล้านเหรียญเอาไว้ พูดง่ายๆก็คือต่างคนต่างช่วยกัน Limit มัน
Miner ไม่สามารถสร้าง Block Subsidy เกินกว่ากฎที่กำหนด แล้วบังคับให้ Node ยอมรับมัน ซึ่งเราสามารถดูข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างโปร่งใสใน Bitcoin Blockchain
และการเปลี่ยนกฎ Consensus นั้นก็ไม่สามารถทำได้ด้วยคนๆเดียว ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนกฏ 21 ล้านนี้ ทุกๆ Node Server ต้องพร้อมใจกันเปลี่ยนทั้งโลก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้
นี่คือสิ่งที่ทำให้ Bitcoin น่าสนใจมากๆในมุมมองของ Monetary Policy
มันไม่ได้หมายความว่า
21 ล้านเหรียญ = ระบบการเงินที่ดีที่สุดในโลกโดยอัตโนมัติ
แต่มันสร้างคำถามที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นก็คือ :
Monetary Policy ควรถูกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของมนุษย์หรือผู้มีอำนาจหรือไม่ ?
หรือว่า
มนุษย์เราต้องการกฎที่คาดการณ์ได้และเปลี่ยนยากๆมากกว่า ?
ตรงนี้แหละที่ Bitcoin เริ่มเดินเข้าไปชนกับการ Debate ทางเศรษฐศาสตร์แบบเต็ม ๆ
5. Bitcoin นั้นมีการสร้างเงินใหม่เกิดขึ้น แล้วการที่มีใครได้มันไปก่อนนั้น สำคัญไหม?
สมมุติผมมีเครื่องเสกเงินบาท
คืนนี้ผมสร้างเงินใหม่ให้ตัวเองได้
1,000,000,000 บาท (พันล้านบาท)
แต่แทนที่จะแจกคนไทยทุกคนพร้อมกันในสัดส่วนที่เท่าๆกัน
เงินก้อนนี้เข้ากระเป๋าผมก่อนเลยเป็นอันดับแรก
จากนั้นพรุ่งนี้ผมก็ออกไปซื้อ
- บ้าน
- ที่ดิน
- หุ้น
- อาหาร
- รถ
ผมได้เงินมาใหม่ๆและสามารถออกไปซื้อของตอนที่ราคาสินค้าบางอย่างยังไม่ได้ปรับตัวเต็มที่
หลังจากนั้นเงินค่อย ๆ กระจายเงินผ่านระบบออกไป
แล้วคนที่ได้รับเงินทีหลังอาจเจอราคาข้าวของเหล่านี้ที่เปลี่ยนไปแล้ว
แนวคิดที่ว่าการเพิ่มปริมาณเงินไม่ได้กระทบทุกคนพร้อมกันและเท่าๆกัน มักถูกอภิปรายภายใต้สิ่งที่เรียกว่า Cantillon Effects แต่รายละเอียดและการใช้คำนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะพูดคำว่า “คนที่อยู่ใกล้เครื่องพิมพ์เงินนั้นจะรวยก่อน” ที่เราเห็นบน Internet และแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์สาย Austrian เองก็เตือนถึงการใช้แนวคิดนี้แบบง่ายเกินไป
ตรงนี้ผมว่าเราต้องระวังให้มากๆ
เพราะประโยคนี้มันไม่ได้แปลว่า
พิมพ์เงิน 10% → ราคาสินค้าทุกอย่างจะขึ้น 10%
แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ทำงานง่ายดายขนาดนั้น แน่นอนว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับ
- Demand
- Supply
- Credit
- Expectations
- Productivity
- Velocity
- Asset Markets
- Policy
และอีกสารพัดอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่คำถามที่น่าสนใจนั้นยังอยู่ :
ถ้าเงินใหม่ถูกสร้างขึ้น ใครได้รับมันก่อน และมันเปลี่ยน Relative Prices หรือการกระจายทรัพยากรยังไง?
ซึ่งแน่นอนว่า Bitcoin ให้คำตอบอีกแบบนึง
กฎของการ Issuance Bitcoin นั้นเปิดเผยอย่างโปร่งใส
ใครๆก็ตรวจสอบได้ หากว่าคุณมีความรู้และมีความอยากจะทำ
แล้ว Miner ยังต้องแข่งกันทำ Proof of Work
และ Node Server ก็จะตรวจสอบว่า Bitcoin ใหม่ถูกสร้างขึ้นนั้นเป็นไปตามกฎหรือไม่ ?
ไม่ว่าคุณจะชอบคำตอบนี้หรือไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่กฎแม่งได้เปิดเผยอยู่บนโต๊ะนั้นแล้ว และรอให้ผู้คนเข้ามาตรวจสอบกันอย่างหฤโหด
6. แล้ว Hayek มาเกี่ยวอะไรกับ Bitcoin?
ตรงนี้สนุก (สนุกมึงคนเดียวสิ)
เพราะ Friedrich Hayek เสียชีวิตในปี 1992
แล้ว Bitcoin Network เริ่มทำงานปี 2009
ดังนั้นถ้ามีใครบอกว่า
Hayek สนับสนุน Bitcoin
เบรกก่อนหำน้อย…
ระยะเวลาห่างกันเป็นสิบๆปี เขาไม่มีโอกาสได้เห็นมันด้วยซ้ำ
สิ่งที่เราพูดได้คือ Hayek เคยเสนอแนวคิดเรื่อง การแข่งขันระหว่างสกุลเงิน และตั้งคำถามต่อการผูกขาดการออกเงินโดยรัฐ โดยเฉพาะในงานเขียนของเขาที่มีชื่อว่า The Denationalisation of Money ซึ่งงานของเขาได้นำเสนอระบบการแข่งขันของผู้ออกสกุลเงินเอกชนเพื่อให้ผู้คนเลือกใช้ระบบการเงินที่ตนเห็นว่ารักษาคุณภาพได้ดีกว่า
แต่ Bitcoin ก็ไม่ได้เป็นเหมือนระบบการเงินในรูปแบบของ Hayek เป๊ะ ๆ
นี่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
Hayek จินตนาการการแข่งขันระหว่าง private issuers ที่พยายามรักษามูลค่าของเงินแต่ละสกุล
แต่ทว่า Bitcoin ไม่ได้มีบริษัท Bitcoin Inc. ที่ออก BTC และบริหาร Supply เพื่อรักษาสภาพราคา
ซึ่ง Bitcoin ใช้กฎ Issuance ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เพราะงั้นผมไม่อยากเขียนว่า
Hayek ทำนายการเกิดขึ้นของ Bitcoin ไว้ล่วงหน้า
แบบนั้นมันง่ายเกินไป
สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ
ใจความของคำถามที่ Hayek ถามก็คือ
ถ้าคนสามารถเลือกใช้ระบบการเงินที่แข่งขันกันเองได้…
ทำไมต้องมีเงินเพียงแบบเดียวที่ถูกกำหนดจากรัฐส่วนกลาง?
แล้วหลายสิบปีต่อมา Internet ดันทำให้มนุษย์มีของประหลาดที่สามารถส่งข้ามโลกได้
ไม่มี Central Issuer
และใครก็สามารถตรวจ Supply Rules ได้ด้วยตัวเองหากคุณอ่าน Code เป็น
แน่นอนว่า Hayek ไม่ได้สร้าง Bitcoin ขึ้นมา
เพราะงั้นเวลาเราพูดถึง Bitcoin Austrian Economics ผมว่าเราควรพูดว่า Bitcoin ทำให้คำถามบางอย่างของ Hayek กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง มากกว่าจะบอกว่า Hayek ทำนายการเกิดขึ้นของ Bitcoin
และแล้ว Bitcoin ทำให้คำถามบางอย่างของ Hayek กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง
7. Time Preference — เงินวันนี้กับเงินในอนาคต
อีก Concept ที่เราจะเจอบ่อยมากใน Austrian Economics ก็คือเรื่องราวของ Time Preference
พูดแบบง่ายๆก่อนก็คือ
การเลือกที่จะใช้ของวันนี้กับของในอนาคต…
มนุษย์ไม่ได้ให้คุณค่ามันเหมือนกันเสมอไป
ถ้าผมถามคุณว่า
เอา 100,000 บาทวันนี้
หรือ
100,000 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า ?
คนจำนวนมากน่าจะเลือกวันนี้
เพราะทรัพยากรวันนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น
- การลงทุน
- การบริโภค
- การบริหารรับมือความเสี่ยง
- หรือสร้างผลตอบแทนตามเวลาได้ก่อน
จากจุกนี้ทาง Austrian Economics ได้พัฒนาแนวคิดเรื่อง Time Preference ไปเชื่อมกับ Saving, Interest, Capital และโครงสร้างการผลิตอีกเยอะแยะมากมาย
ตรงนี้ผมจะยังไม่พาคุณลงหลุมกระต่าย
เพราะเดี๋ยวจะไม่ได้กลับบ้าน 😂
แต่สิ่งที่ชุมชน Bitcoin มักหยิบไปพูดต่อก็คือ
คุณสมบัติของเงินอาจมีผลต่อวิธีที่คนคิดเกี่ยวกับอนาคตหรือไม่?
ถ้าเงินที่ผมถืออยู่นั้นมันสูญเสีย Purchasing Power แบบรวดเร็วมาก
ผมจะมีแรงจูงใจในการใช้งานมัน ต่างจากเงินที่ผมคาดว่าจะรักษา Purchasing Power ได้หรือเปล่า?
คำถามนี้น่าสนใจ
แต่ต้องระวังที่เราจะไม่กระโดดไปสรุปว่า
Bitcoin ทำให้ทุกคน Low Time Preference และกลายเป็นคนดีกันทั้งหมด
ไม่ครับ ไม่ใช่อย่างสิ้นเชิง
เพราะมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ
และการตัดสินใจบริโภคหรืออดออมของมนุษย์นั้นจะขึ้นอยู่กับรายได้ ความเสี่ยง อายุ ดอกเบี้ย ความคาดหวัง และสถานการณ์อีกมหาศาลรูปแบบ
เราควรใช้ Time Preference เป็น เครื่องมือในการคิด
ไม่ใช่ศาสนาที่เราจะยึดติดกับมัน
8. แล้ว Mises ล่ะ?
Ludwig von Mises พัฒนาทฤษฎีการเงินของ Austrian School ต่อจาก Menger และเสนอสิ่งที่ภายหลังเรียกกันว่า Regression Theorem ในผลงานเขียนที่มีชื่อว่า The Theory of Money and Credit
ตรงนี้ Bitcoin ทำให้เกิดการ Debate ที่สนุกมาก (สนุกมึงคนเดียวสิ)
เพราะ Bitcoin ไม่มีการใช้งาน Physical เหมือนแบบที่ทองคำถูกเอาไปทำเครื่องประดับ
และ Bitcoin ก็ไม่มี Industrial Use แบบทองแดงที่ถูกเอาไปทำสายไฟ
แถม Bitcoin ก็เอาไปทำเครื่องเงินกับแผงวงจรไม่ได้เสียด้วย
แล้วมันกลายมาเป็นของที่คนยอมแลกสินค้าจริง ๆ ได้ยังไง?
นักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานใน Austrian tradition มีข้อถกเถียงกันจริงว่ากรณี Bitcoin เข้ากับ Regression Theorem อย่างไร และแม้แต่ข้อกำหนดหรือความหมายของ theorem ในบริบทนี้ก็ตีความต่างกัน งานวิชาการในสาย Austrian ก็ยังมีการโต้ตอบถกเถียงเรื่องนี้กันอยู่ ซึ่งมันยังไม่ได้มีคำตอบแบบว่า “Austrian Economics ได้ทำการพิสูจน์ Bitcoin แล้วว่ามันเป็นยังงี้ๆ จบข่าว”
ส่วนตัวแล้วผมกลับชอบตรงนี้นะ
เพราะมันทำให้ Bitcoin ไม่ใช่ของการที่เราจะเอาทฤษฎีเก่ามาครอบแล้วพูดว่า
เห็นไหม กูถูก พวกมึงต้องฟังกู
เพียงแต่ Bitcoin ก็ได้กลายมาเป็น Case Study ใหม่ที่บังคับให้เรากลับไปอ่านว่า…
ทฤษฎีดั้งเดิมกำลังพูดอะไรกันแน่ ?
9. แล้ว Bitcoin ถือเป็น “Austrian Money” ไหม?
นี่อาจเป็นคำถามที่เจอบ่อยที่สุดแล้วเวลาที่เราอ่านเรื่อง Bitcoin Austrian Economics
ผมว่าเราต้องระวังคำนี้ให้ดี
เนื่องจาก Bitcoin ไม่มีป้ายแปะว่า
Certified by Austrian Economics™
เวลาเราพูดถึง Bitcoin Austrian Economics เรากำลังพูดถึงการนำแนวคิดบางส่วนของ Austrian Economics มาใช้ตั้งคำถามและวิเคราะห์ Bitcoin เฉยๆนะ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน
Bitcoin เป็น Monetary Network / Protocol / Asset ที่มีคุณสมบัติเฉพาะของมัน
และทั้งสองอย่างไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ซึ่งคนที่ศึกษาหรือทำงานใน Austrian tradition ก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องมีความเห็นต่อ Bitcoin ไปในทางเดียวกันทั้งหมด ซึ่งข้อถกเถียงเรื่อง Regression Theorem ก็เป็นเพียงเรื่องเดียวที่แสดงให้เห็นความแตกต่างนี้อย่างชัดเจน
เราสามารถเห็นหลายๆจุดที่บทสนทนาของชาว Austrian จะมาชนกันได้ นั่นก็คือ

ซึ่งลูกศรพวกนี้ไม่ได้หมายความว่า
Austrian Economics ต้องเท่ากับ Bitcoin ใน Topic นั้นๆ
แต่มันหมายถึง…
Bitcoin ทำให้คำถามเก่า ๆ เกี่ยวกับเงินกลับมา Relate กันให้เราลองขบคิดได้อีกด้วย
แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับ 10 Blog ที่ผ่านมา?
นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะตอนที่เราเรียนเรื่อง Bitcoin Transaction
เราเรียนว่าเงินเคลื่อนที่ได้ยังไง ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง UTXO
เราเรียนว่า Bitcoin เก็บ State ได้ยังไง ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง Private Key
เรากำลังนั่งเรียนว่าใครมีสิทธิ์ในการ Spend เงินก้อนนั้น ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง Digital Signature
เรากำลังเรียนเรื่องของพิสูจน์สิทธิโดยที่ไม่เปิดเผย Secret ได้ยังไง ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง Bitcoin Node
เรากำลังเรียนว่า ใครเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบว่ากฎของ Bitcoin ยังอยู่ครบ ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง Bitcoin Mining
เรากำลังเรียนรู้ว่า Bitcoin สร้าง Block และออก Supply ใหม่ยังไง ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง Blockchain
เรากำลังเรียนรู้ว่า ประวัติของเงินแต่ละก้อนนั้นถูกเชื่อมและสะสม Proof of Work ได้ยังไง ?
และตอนที่เราเรียนเรื่อง Lightning Network
เรากำลังเรียนรู้ว่า เราจะขยายการจ่ายเงินออกนอก Blockchain โดยยังสามารถกลับมา Settlement กับ Bitcoin ได้ยังไง ?
แต่พอมาถึงเรื่องของ Austrian Economics…
คำถามเปลี่ยนไป
เราไม่ได้ถามแล้วว่า
มันทำยังไง?
เราเริ่มถามว่า
ทำไม Bitcoin ถึงถูกออกแบบมาให้มันทำงานแบบนี้?
ทำไม Supply ต้องคาดการณ์ได้ ?
ทำไมผู้ใช้งานทุกคนต้องตรวจสอบได้ ?
ทำไมไม่มี Central Issuer ?
ทำไม Property Control ถึงผูกต้องกับ Key ?
ทำไมต้องยอมเสีย Efficiency บางอย่างเพื่อแบกกับความ Decentralization ?
และสุดท้าย…ท้ายสุด…
เงินที่ดีควรถูกกำหนดโดยใคร?
นี่คือจุดที่ Engineering เริ่มเดินมาชน Economics แบบเต็ม ๆ
FAQ — Bitcoin Austrian Economics
Bitcoin Austrian Economics คืออะไร?
คำนี้มักใช้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับแนวคิดบางส่วนของ Austrian Economics เช่นการเกิดขึ้นของเงินผ่านกลไกตลาดและความขาดแคลน โดยเกี่ยวโยงเข้ากับเรื่องของ Monetary Competition, Hard Money, Time Preference และการตั้งคำถามต่อระบบเงินที่บริหารจากส่วนกลางหรือรัฐบาล แต่ Bitcoin และ Austrian Economics ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Austrian Economics สร้าง Bitcoin หรือไม่?
ไม่ใช่
Austrian School มีต้นกำเนิดก่อน Bitcoin มาก่อนหลายปี แล้วคนพวกนี้ เช่น Carl Menger, Ludwig von Mises และ Friedrich Hayek ล้วนมีชีวิตแล้วตายก่อนที่ Bitcoin จะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก แนวคิดของพวกเขาจึงถูกนำมาใช้วิเคราะห์ Bitcoin ภายหลัง ไม่ใช่การเอาไปใช้ในการออกแบบ Bitcoin โดยตรง
Hayek เคยพูดถึง Bitcoin หรือไม่?
ไม่ได้พูดถึง Bitcoin เพราะ Hayek เสียชีวิตในปี 1992 ก่อน Bitcoin Network เริ่มทำงานในปี 2009 แต่เขาเขียนเรื่องการแข่งขันระหว่างสกุลเงินและการลดการผูกขาดการออกเงินของรัฐไว้ในผลงานเขียนที่มีชื่อว่า The Denationalisation of Money
Bitcoin เป็น Hard Money หรือไม่?
Bitcoin มีคุณสมบัติเด่นๆหลายข้อที่ทำให้ผู้สนับสนุน Hard Money ให้ความสนใจ โดยเฉพาะ Supply Schedule ที่คาดการณ์ได้และการเพิ่ม Supply ที่ถูกจำกัดด้วย Consensus Rules อย่างไรก็ตาม การเรียกสินทรัพย์ใดว่า “เงินที่ดี” ยังเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติอื่นๆอีกหลายข้อ เช่นการยอมรับ ความผันผวน สภาพคล่อง และความสามารถในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของ Money
Austrian Economics บอกว่า Bitcoin จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือไม่?
ไม่ควรตีความแบบนั้น
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่ได้รับประกันราคาของ Bitcoin ในอนาคต และราคา Bitcoin ยังคงเกิดจากการซื้อขายในตลาดและการประเมินมูลค่าของผู้เข้าร่วมตลาด ที่สำคัญคือมันสามารถผันผวนอย่างมากมาย
Bitcoin ขัดกับ Regression Theorem ของ Mises หรือไม่?
นี่ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาสาย Austrian มีการตีความต่างกันเกี่ยวกับ Bitcoin และ Regression Theorem รวมถึงว่าทฤษฎีต้องการ pre-monetary nonmonetary use หรือเพียง prior subjective/exchange value ในความหมายใดกันแน่ ? ซึ่งงานวิชาการเหล่านี้ก็ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่
ต้องเรียน Austrian Economics ก่อนถึงจะเข้าใจ Bitcoin ไหม?
ไม่ต้อง
คุณสามารถเข้าใจ Bitcoin Protocol โดยไม่เคยอ่าน Menger, Mises หรือ Hayek เลย
แต่ Austrian Economics อาจทำให้เราเห็นคำถามอีกชุดหนึ่ง
ไม่ใช่แค่ว่า Bitcoin ทำงานยังไง
แต่คือ…
ทำไมมนุษย์ถึงต้องการ Money ?
และ
เราต้องการให้กฎของ Money ถูกกำหนดเป็นแบบไหน?
ผมไม่ได้เจอคำตอบ แต่ผมเจอคำถามที่ใหญ่กว่าเดิม
ตอนแรกผมเข้ามาหา Bitcoin เพราะ Technology
ผมเป็น Engineer
ผมเห็น Transaction ก็อยากแกะ Transaction
ผมเห็น Private Key ก็อยากรู้ว่ามันสร้างยังไง
ผมเห็น Mining ก็อยากรู้ว่า ASIC กำลังคำนวณอะไร
ผมเห็น Node ก็อยากจะรันเองดูสักครั้ง
ซึ่งมันเป็นนิสัยของผมเอง
เห็นกล่องแล้วอยากแกะกล่อง เห็นกางเกงก็อยากจะจับถกกางเกงลง😂
จนสุดท้ายผมรู้สึกว่า…
โอเค
ตอนนี้กูเริ่มเห็นเครื่องยนต์ข้างในแล้ว
แต่พอผมเงยหน้าขึ้นมาจากเครื่องยนต์ดำๆอันนั้น
ผมกลับพบว่า Bitcoin กำลังโยนคำถามที่ใหญ่กว่าวงจร Electronics หรือ Computer Protocol มาให้
นั่นก็คือประโยคที่ว่า เงินคืออะไร?
ทำไมคนถึงยอมรับกระดาษหนึ่งใบเพื่อแลกกับแรงงานของตัวเอง ?
ทำไมทองคำเคยเป็น Money ?
ใครควรมีสิทธิ์สร้างเงินใหม่ ?
การสร้างเงินใหม่จะเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคม ?
คนควรเลือกเงินเองได้หรือเปล่า ?
ซึ่งพอผมอ่าน Austrian Economics แล้วไม่ได้รู้สึกว่า
อ๋อ…Bitcoin ถูกต้อง เพราะหนังสือเล่มนี้บอก
กลับกัน
ผมรู้สึกว่า…
เชรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
คำถามที่ Bitcoin กำลังพยายามตอบ มันเก่ากว่า Bitcoin เป็นร้อยปีแล้วนี่หว่า
แล้วถ้าอย่างนั้น…
ก่อนที่เราจะคุยต่อว่า Bitcoin เป็นเงินที่ดีหรือไม่
บางทีเราน่าจะย้อนกลับไปถามคำถามที่ง่ายกว่านั้นก่อน
แต่แม่งอาจตอบยากกว่าเยอะ