Austrian Business Cycle Theory อธิบายวัฏจักรเศรษฐกิจจากดอกเบี้ย การลงทุน Boom และ Recession

Austrian Business Cycle Theory อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร?

ในบทความที่แล้วเรื่อง Ludwig von Mises เราเคยคุยกันไปแล้วว่า “ราคา” ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่า “ของชิ้นนี้กี่บาท” แต่…

คำว่า “ราคา” นั้นยังเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก ๆ

ซึ่งมันช่วยให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้ว่าจะสั่งของเพิ่มไหม ?
ช่วยให้โรงงานตัดสินใจว่าจะซื้อเครื่องจักรหรือเปล่า ?
และช่วยให้ Entrepreneur เปรียบเทียบว่า Project ไหนควรทำ Project ไหนควรโยนทิ้งไป

แต่มันจะมีราคาตัวหนึ่งที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านหน่อยเพราะมันไม่ได้เชื่อมแค่คนซื้อกับคนขาย

แต่สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้มันกำลังเชื่อม วันนี้ เข้ากับ อนาคต

ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ

ดอกเบี้ย

สมมุติว่าผมกำลังคิดจะสร้างโรงงานใหม่

ผมเปิด Excel ขึ้นมา จากนั้นใส่ค่าเช่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร ค่าแรง ราคาขาย จำนวนเงินที่ต้องกู้ แล้วนั่งคำนวณอยู่ครึ่งวัน

ผลออกมาว่า…

ไม่คุ้มว่ะ

ต้นทุนของ “เงินลงทุน” มันสูงเกินไป ผมก็เลยตัดสินใจปิด Excel แล้วไปกินกาแฟที่ร้าน Latte Man ซะ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ผลปรากฏว่าดอกเบี้ยลดลง!!!

ผมเลยเอา Project เดิมมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขแทบทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้น Cost of Capital หรือ ราคาของเงินลงทุน

จากนั้นผมกด Enter

อ่ะอ้าวววว …คุ้มค่าแล้วนี่หว่า

สิ่งที่ผมทำก็คือ…ผมกู้เงิน

ผมซื้อที่หรือเช่าที่

ผมสั่งเครื่องจักร

ผมจ้างวิศวกร

ผมเริ่มสร้างโรงงาน

แต่ปัญหาก็คือ…

ผมไม่ได้คิดแบบนี้อยู่คนเดียวน่ะสิ

บริษัทอีกเป็นพันแห่งกำลังเปิด Excel แล้วเห็นอะไรคล้าย ๆ กันกับผม

โครงการที่เมื่อวานยังไม่คุ้ม วันนี้เริ่มดูน่าสนใจขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน

ซึ่งมันจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่ม

มันจะทำให้เกิดการก่อสร้างเพิ่ม

คนงานและแรงงานถูกจ้างเพิ่ม

ราคาสินทรัพย์วิ่งขึ้นเนื่องจากมี Demand

จากนั้นธุรกิจก็เกิดการขยายตัว

ทุกอย่างดูเหมือนเศรษฐกิจกำลังไปได้สวยใช่มั้ย ?

แต่ Ludwig von Mises ก็ได้ถามคำถามที่แม่งทำลายบรรยากาศงาน Party เอาเสียมาก ๆ เลย นั่นก็คือ

ถ้าดอกเบี้ยที่ลดลงไม่ได้เกิดจากคนในสังคมออมมากขึ้นล่ะ?

ถ้าคนยังอยากกิน อยากเที่ยว อยากซื้อบ้าน อยากซื้อรถเหมือนเดิม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจกลับได้รับสัญญาณเหมือนกับว่ามีทรัพยากรถูกเก็บไว้สำหรับการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

Project ที่เมื่อวาน “ไม่คุ้ม” แล้ววันนี้จู่ ๆ “คุ้ม”

มันคุ้มขึ้นจริง ๆ หรือเราแค่เปลี่ยน Signal ที่ทุกคนกำลังใช้ตัดสินใจกันแน่ ?

นี่คือประตูเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า

Austrian Business Cycle Theory

หรือทฤษฎีวัฏจักรเศรษฐกิจของ Austrian School


1. ก่อนจะเข้าใจ Austrian Business Cycle Theory เราต้องเข้าใจ “ดอกเบี้ย” เสียก่อน

เวลาเราพูดถึงดอกเบี้ย เรามักคิดง่าย ๆ ว่า

ดอกเบี้ย = ราคาของการกู้เงิน

ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะ

แต่สำหรับ Austrian Economics เรื่องมันลึกซึ้งกว่านั้น เพราะมันเกี่ยวกับ Time Preference ของผู้คน

สมมุติถ้าผมให้คุณเลือก

100,000 บาทวันนี้

กับ

100,000 บาทอีก 10 ปีข้างหน้า

ถ้าเงื่อนไขทุกอย่างเหมือนกันเด๊ะๆ เรามักให้คุณค่ากับของที่ได้วันนี้มากกว่าของแบบเดียวกันที่ต้องรอให้ไปถึงอนาคต

ในโลกของความเป็นจริงเรื่องดอกเบี้ยมันซับซ้อนกว่านั้นอีกเยอะ ทั้งเรื่องของความเสี่ยง เงินเฟ้อ สภาพคล่อง ระยะเวลา และองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมายแต่ไอ่เจ้า Time Preference นั้นถือได้ว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญในกรอบมุมมองของ Austrian เลยก็ว่าได้

ทีนี้ลองคิดอีกด้านหนึ่ง

ถ้าคนในสังคมลดการบริโภคในวันนี้ลงแล้วประหยัดอดออมมากขึ้น นั่นหมายความว่าทรัพยากรบางส่วนจะไม่ได้ถูกใช้เพื่อการบริโภคในทันที

และที่สำคัญก็คือมันสามารถถูกนำเอาไปใช้กับการผลิตที่ใช้เวลานานขึ้นได้อีกด้วย

ตรงนี้แหละที่

Saving → Investment

เริ่มเชื่อมกันแล้ว

และดอกเบี้ยทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน Signal ที่เชื่อมโยงการตัดสินใจของ Saver กับ Entrepreneur นั่นเอง


2. สมมุติว่าคนในเมืองเริ่มออมเงินกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ มันะจะเป็นไง ?

ลองจินตนาการว่าเราสร้างเมืองเล็ก ๆ ขึ้นมาเมืองหนึ่ง

เดิมทีคนในเมืองนี้ได้เงินมา 100 บาท

แล้วเอาไปใช้ 90 บาท

ทีนี้ก็จะเหลือออม 10 บาท

อยู่มาวันหนึ่งคนจำนวนมากตัดสินใจว่า

ช่วงนี้กูอยากเก็บเงินมากขึ้นว่ะ

จากนั้นพวกเขาก็เริ่มใช้ 80 บาท

แล้วก็ออมเป็น 20 บาท

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมันจะไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคารเพิ่มขึ้นนะ

คนกำลังบอกอะไรบางอย่างผ่านการกระทำของตัวเองว่า

“ผมยอมบริโภคน้อยลงในวันนี้ เพื่ออนาคต”

ทีนี้แหละ ไอ่เงินที่ผู้คนออมไว้เพื่ออนาคตเนี่ย มันจะสามารถเปลี่ยนผันกลายไปเป็นเงินกู้ได้ด้วย

แล้วเมื่อเงินออมที่พร้อมให้กู้เพิ่มขึ้น แรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยก็จะสามารถลดลงได้ เพราะผู้คนต่างมีเงินออมกันหมด ผู้คนอยากเสนอเงินกู้แข่งกันทั้งหมดทั้งมวล ทีนี้แหละพวก Project ระยะยาวบางอย่างที่เมื่อก่อนทำไม่คุ้มก็อาจเริ่มคุ้มค่าขึ้นมาก็เป็นได้ เช่น

  • โรงงานอาจซื้อเครื่องจักรใหม่
  • บริษัทอาจสร้าง Data Center เพิ่ม
  • ชาวนาอาจลงทุนระบบชลประทานเพิ่มเติม
  • ธุรกิจอาจจะเริ่มสร้างโรงงานที่ต้องใช้เวลาสามปีกว่าจะผลิตของได้

ฟังดูเหมือนตอนเปิดเรื่องใช่ไหม?

ใช่ !!!

แต่มันก็มีความแตกต่างสำคัญมากเช่นกัน

ซึ่งครั้งนี้มันกลายเป็นว่า ผู้คนกำลัง ลดการบริโภคปัจจุบัน

จากนั้นพวกทรัพยากรบางส่วนจึงสามารถย้ายจากการผลิตของเพื่อบริโภควันนี้ ไปสู่กระบวนการผลิตที่หวังผลในอนาคตได้

ถ้าให้ผมพูดแบบบ้าน ๆ ก็คือ

คนในเมืองจำลองของเรานี้กำลังบอกว่า

วันนี้กูยอมกินน้อยลง แล้วเอาเงินบางส่วนไปสร้างเครื่องจักรก่อนก็ได้

ตรงนี้ไม่มีเวทมนตร์อะไรเลยนะ มันเรียบง่ายมากๆ

แน่นอนว่าการสร้าง Capital Goods จะต้องใช้ทรัพยากรจริง (Capital Goods คือสินค้าที่เป็นรากฐานในการผลิตสิ่งอื่นๆ) อาทิเช่น

  • เหล็ก
  • ปูน
  • ทองแดง
  • แรงงาน
  • วิศวกร
  • พลังงาน
  • เวลา

แน่นอนว่าเงินไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจากอากาศ

และประโยคนี้จะสำคัญมากในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้


3. ทีนี้เราลองมาโกงกันดูหน่อยมะ ?

สมมุติคนว่าในเมือง ไม่ได้ออมเงินเพิ่ม

ที่สำคัญคือ ยังเที่ยวเท่าเดิม

กินเท่าเดิม

ซื้อของเท่าเดิม

ซึ่งนั่นหมายความว่า Time Preference โดยรวมไม่ได้เปลี่ยนไปในแบบเดียวกับตัวอย่างก่อนหน้านี้

แต่มันเสือกมี Credit ใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดสินเชื่อมากขึ้น และต้นทุนการกู้เงินนั้นลดลง

ทีนี้แหละ Entrepreneur ก็จะได้รับ Signal ให้เริ่มกลับมาเปิด Excel อีกครั้ง

แล้วเห็นตัวเลขบางอย่างในนั้น…

ดอกเบี้ยต่ำ

ซึ่งพวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นเงินแต่ละบาทแล้วตรัสรู้ได้ว่า

อ๋อ..เงินจำนวนนี้เกิดจากคนงดซื้อ iPhone แล้วเอามาออมนะ

หรือ

อ๋อ…เงินจำนวนนี้เกิดจาก Credit Expansion ที่รัฐบาลหรือธนาคารกลางเสือกอัดฉีดเข้ามาในระบบ

ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้ว…สัญญาณที่พวกเขาจะมองเห็นก็คือ

เงินทุนมีดอกเบี้ยที่ถูกลง

ทีนี้ไอ่ Project เมื่อวานใน Excel นั้นมีกำไร Return ไม่พอ

พอมาวันนี้ปุ๊บ ???

Project 1 ผ่าน !!!

Project 2 ผ่าน !!!

Project 3 ผ่าน !!!

ที่สำคัญก็คือบริษัทอื่นก็เห็นเหมือนกัน !!!

ทีนี้แหละโรงงานใหม่ก็เริ่มสร้างขึ้น

Condo ใหม่ก็เริ่มสร้างขึ้น

เครื่องจักรก็ถูกสั่ง

พวกบริษัท Startup หาเงินง่ายขึ้น

สินทรัพย์บางชนิดราคาวิ่งขึ้นเนื่องจากมี Demand ไป Drive

รวมไปถึงการจ้างงานที่เพิ่ม

จนคนเริ่มรู้สึกว่า

ว้าว…เศรษฐกิจดีว่ะ

และนี่คือช่วงที่ Austrian Business Cycle Theory สนใจมาก

เพราะในกรอบของทฤษฎีนี้ก็คือ Credit Expansion สามารถกดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับที่สอดคล้องกับการออมและ Time Preference จริงของผู้คนในสังคม แล้วมันจะส่ง Signal ให้ผู้ประกอบการเริ่มกระบวนการผลิตระยะยาวราวกับว่ามี Real Savings รองรับมากกว่าที่มีอยู่จริง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

และแล้ว Party ก็เริ่มขึ้น

เศรษฐกิจก็ BOOM !!!


4. เศรษฐกิจ Boom ไม่ใช่ช่วงที่ Austrian Business Cycle Theory บอกว่าเศรษฐกิจแข็งแรงที่สุด

นี่เป็นส่วนที่ Counterintuitive มาก ๆ เลยนะครับ

เนื่องจากเวลาที่คุณเห็น

  • GDP โต
  • ตลาดหุ้นขึ้น
  • มีการลงทุนสูง
  • คนมีงานทำ อัตราการว่างงานต่ำ
  • Construction เ๖้มบ้านเต็มเมือง

เราก็มักจะมองว่าเศรษฐกิจ Boom คือช่วงที่ดี

แล้ว Recession คือช่วงที่อะไรบางอย่างนั้น “พัง”

แต่ Austrian Business Cycle Theory กลับมองอีกแบบนึงว่า…

ความผิดพลาดอาจกำลังเกิดขึ้นตั้งแต่ตอน Boom แล้วจร้าาาาาา

Recession อาจเป็นตอนที่ความผิดพลาดเหล่านั้นเริ่มโผล่ให้เราเห็นผลของมันต่างหาก

ลองกลับไปโรงงานของผม

ผมเริ่ม Project เพราะดอกเบี้ยต่ำใช่ป่ะ ?

บริษัทข้าง ๆ ก็เริ่มเพราะดอกเบี้ยต่ำ

อีกบริษัทก็เริ่มเพราะดอกเบี้ยต่ำ

แต่คนในสังคมไม่ได้ลดการบริโภคลงตาม

คนในสังคมไม่ได้ทำการอดออมเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งในตอนนี้เรากำลังพยายามทำสองอย่างพร้อมกัน

ฝั่งผู้บริโภคบอกว่า –> กูยังอยากกินของวันนี้เหมือนเดิม

ส่วนทางฝั่งของ Entrepreneur บอกว่า –> กูจะเอาทรัพยากรไปสร้างของสำหรับอนาคตเพิ่ม

เอาละสิ ชักม่วนละ เพราะคำถามที่แท้จริงมันจะโผล่ขึ้นมาว่า…

ทรัพยากรจริง ๆ จะมาจากไหน ?


5. เงินพิมพ์เพิ่มได้ แต่รถ Crane และปั้นจั่นนั้นพิมพ์ไม่ได้

นี่เป็นส่วนที่ผมชอบมากของ Austrian Business Cycle Theory เพราะพอเราเอาเรื่องเงินออกแล้ว มันกลายเป็นปัญหาวิศวกรรมง่าย ๆ ไปเลย

สมมุติว่าผมมี Crane อยู่ในเมือง 100 ตัว

ช่วงปกติมีคนต้องการใช้งานแค่ 80 ตัว

โอเค๊…ไม่มีปัญหาอะไร

แต่พอช่วงเศรษฐกิจมันเสือก Boom ขึ้นมา

Project ใหม่ก็เกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง

ทุกคนต้องการ Crane พร้อมกันซึ่งรวมๆแล้วจะใช้ประมาณ 150 ตัว

ทีนี้แหละปัญหาจะงอกละ

เพราะว่าเรามี Supply ของเงินเพิ่มได้

เรามี Credit เพิ่มได้

เรามีตัวเลขในบัญชีเพิ่มได้

แต่คืนนี้เราเสก Crane เพิ่มอีก 50 ตัวไม่ได้ !!!

เฉกเช่นเดียวกับ

  • ช่างเชื่อม
  • วิศวกร
  • ทองแดง
  • Transformer
  • ที่ดิน
  • เครื่องจักร
  • ปูน
  • พลังงาน
  • เวลา

แล้วพอ Project จำนวนมากมันมาแย่ง Resource เดียวกัน

ราคาทรัพยากรจะเริ่มสูงขึ้น เนื่องจากมี Demand ไป Drive

  • ค่าแรงขึ้น
  • ต้นทุนก่อสร้างขึ้น
  • ระยะเวลาการรอ Delivery ก็ต้องยาวขึ้น

Project ที่ตอนแรก Excel บอกว่ากำไร

เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วใช่มั้ย ?

นี่คือเหตุผลที่ Austrian ไม่ได้พูดแค่เรื่อง “เงินเฟ้อทำให้ของแพง”

ประเด็นของมันอยู่ที่ โครงสร้างการผลิต ต่างหาก

ซึ่ง Credit และ Interest Rate มันจะเป็นตัว Point ว่าให้เอา Capital ไปลงทุนตรงไหน ? ก่อนที่ผลทั้งหมดจะปรากฏเป็น CPI เสียด้วยซ้ำ

ซึ่งแหล่งอธิบายของ Austrian theory เองก็ได้เน้นย้ำว่าการขยายเครดิตทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจราวกับว่ามี Real Savings มากขึ้น และทรัพยากรถูกดึงไปสู่กระบวนการผลิตที่ยาวขึ้น แม้ Preference ระหว่างการบริโภคกับการออมจะไม่ได้เปลี่ยนตาม มันจึงไม่สอดคล้องกัน


6. นี่แหละที่เรียกว่า Malinvestment

คำนี้สำคัญมาก ๆ เลยนะ

อีคำว่า Malinvestment ไม่ได้แปลว่าทุกๆ Investment จะลงทุนเยอะเกินไปทุกอย่าง

และไม่ได้แปลว่าเจ้าของธุรกิจแม่งโง่ไปหมด

แต่มันหมายถึงการลงทุนที่ภายหลังพบว่า ไม่สอดคล้องกับทรัพยากรและความต้องการที่แท้จริงจนไม่สามารถรักษาโครงสร้างนั้นให้ไปต่อได้

ซึ่ง Entrepreneur แต่ละคนอาจตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลจากข้อมูลที่เขาเห็นก็คือ

  • ดอกเบี้ย 3%
  • Demand ของตลาดดูดี
  • Credit ก็พอหาได้
  • Asset Price ก็ขึ้น
  • ลูกค้ากำลังใช้เงิน
  • คู่แข่งกำลัง Expand

ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัท ผมก็อาจลงทุนเหมือนกันเมื่อเห็น data ด้านบน

ปัญหาของ Austrian Business Cycle Theory จึงไม่ใช่

“ทำไม Entrepreneur ถึงโง่พร้อมกัน ?”

แต่มันพยายามตอบว่า

“มีสัญญาณอะไรบางอย่างหรือเปล่าที่ทำให้ Entrepreneur จำนวนมากตัดสินใจผิดไปในทิศทางคล้าย ๆ กัน?”

ซึ่งคำตอบของ Mises คือ

Credit Expansion และ Interest Rate

เขาเปรียบสถานการณ์นี้ว่ามันเหมือนกับผู้รับเหมาที่คิดว่าตัวเองมีวัสดุก่อสร้างมากกว่าที่มีจริง จึงสร้างฐานอาคารใหญ่เกินไป แล้วพบทีหลังว่าวัสดุที่เหลือไม่พอสร้างให้เสร็จได้ทั้งหลัง

ผมว่า Example นี้แม่งเห็นภาพชัดมาก

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้รับเหมาไม่รู้วิธีสร้างตึก

แน่นอนว่า Blueprint อาจถูก

Engineer อาจจะเทพ

เครื่องไม้เครื่องมือก็พร้อม

แต่ถ้าคุณคิดว่ามีเหล็ก 1,000 ตัน

ทั้งที่จริงมีเพียงแค่ 600 ตัน

และแล้ว Plan ที่สมเหตุสมผลบนข้อมูลที่ผิด ๆ ก็ยังพาคุณไปชนกำแพงได้


7. แล้วเศรษฐกิจ Boom มันจะแตกตอนไหน ?

การแตกของเศรษฐกิจตรงนี้มันไม่ได้มี Timer แบบ Bitcoin ที่บอกว่า

อีก 2,016 Blocks แตกแน่นอน 😂

ซึ่งโลกของความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น อาทิเช่น

  • ต้นทุนของปัจจัยการผลิตอาจเริ่มสูง
  • Credit Conditions ของเงินกู้เปลี่ยนไป
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น
  • การขยาย Credit ชะลอตัวลง
  • Project เริ่มขาดเงินหมุนเวียน
  • Demand ของตลาดไม่ได้เป็นอย่างที่คาดคิด

หรือหลายอย่างเกิดพร้อมกัน

สิ่งสำคัญใน Story ของ Austrain ก็คือ

ความไม่สอดคล้องที่ถูกซ่อนอยู่ช่วงเศรษฐกิจ Boom เริ่มจะหลบซ่อนไม่ได้อีกต่อไป

บริษัทหนึ่งหยุด Project ไม่ให้เดินหน้าต่อ

อีกบริษัทเริ่มเทขาย Asset ที่มีในมือ

พวก Developer เริ่มแข่งกันลดราคา

พวก Startup หา Funding รอบต่อไปไม่ได้

ธนาคารระวังการปล่อยกู้มากขึ้น

บริษัทลดคน

Demand ของ Supplier ลดลง

Asset Price ล่วงลงเนื่องจากมีแต่คนแห่ขาย

แล้วสิ่งที่เมื่อปีที่แล้วทุกคนเรียกว่า

Economic Miracle

ก็ได้เริ่มมีชื่อใหม่ที่เรียกว่า

Recession


8. แล้ว Recession คือ “ตัวร้าย” จริงหรือ ?

ตรงนี้ Austrian Economics มีมุมที่ต่างจากความรู้สึกทั่วไปมาก

เวลาเศรษฐกิจถดถอย เราเห็นความจริงที่เจ็บปวด นั่นก็คือ

  • คนตกงาน
  • บริษัทเจ๊ง
  • รายได้หาย
  • บ้านถูกยึด
  • ผู้คนสูญเสียเงินเก็บ

ดังนั้นการพูดว่า

Recession ก็ดีครับ ปล่อยแม่งพังๆไป

เป็นการพูดที่ทั้งหยาบคายและมองข้ามต้นทุนของคนจริง ๆ ไปนิด

แต่สิ่งที่ Austrian Business Cycle Theory พยายามแยกคือ

Pain

กับ

Cause

แน่นอนว่าถ้าบ้านถูกสร้างผิดแบบฐานมาตั้งแต่แรก

วันที่ Engineer บอกให้หยุดสร้างคือวันที่เจ็บปวด

แต่ไม่ได้หมายความว่า Engineer เป็นคนทำให้ฐานผิด

ในกรอบ Austrain นั้นช่วงเศรษฐกิจ Bust คือช่วงที่การลงทุนบางส่วนซึ่งไม่สามารถรักษาไว้ได้เริ่มถูกเปิดเผย และทรัพยากรต้องถูกปรับไปสู่การจัดสรรค์ทรัพยากรใหม่ กระบวนการ liquidation หรือ re-allocation จึงถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างหลังเศรษฐกิจ Boom

เครื่องจักรไม่ได้หายไปไหน

คนไม่ได้หายไปไหน

ตึกไม่ได้หายไปไหน

แต่คำถามกลายเป็นว่า

ของพวกนี้ควรถูกเอาไปใช้ทำอะไรต่อ ?

โรงงานอาจถูกเทขายออกไป

เครื่องจักรย้ายมือไปสู่เจ้าของใหม่

หนี้ถูก Restructure

ผู้คนพากันย้ายงาน

ราคาทรัพย์สินปรับตัวลดลง

Project บางตัวหยุด

Project บางตัวอยู่ต่อและได้ราคาต้นทุนใหม่

มันเจ็บ มันปวด

มันยุ่ง มันเหยิง

และมันอาจใช้เวลานานหลายปีในการ Recovery

แต่ในกรอบ Austrian นี่คือช่วงที่โครงสร้างการผลิตพยายามกลับมาเข้ากับความต้องการและทรัพยากรจริงอีกครั้ง


9. เดี๋ยวนะ งั้นแปลว่าดอกเบี้ยต่ำ = ไม่ดีเหรอ ?

ไม่ใช่

อันนี้สำคัญมากนะครับ

ไม่งั้นอ่านมาถึงตรงนี้แล้วจะกลายเป็น

ดอกเบี้ยต่ำ = ผีห่า Satan

ซึ่งทางฝั่งของ Austrain เองไม่ได้บอกว่าดอกเบี้ยต่ำโดยตัวมันเองเป็นปัญหา

ต้องย้อนกลับไป Scenario แรก

ถ้าคนในสังคมประหยัดอดออมมากขึ้น

ลดการบริโภคปัจจุบันมากขึ้น

ทรัพยากรก็จะถูกปล่อยออกมาสำหรับการลงทุนมากขึ้น

ดอกเบี้ยที่ลดลงสามารถสอดคล้องกับการเปลี่ยน Preference จริง

ธุรกิจจึงได้รับสัญญาณว่า

คนยอมกำตังค์รอมากขึ้น

การลงทุนระยะยาวอาจสมเหตุสมผล

ปัญหาที่ทฤษฎีของ Austrian สนใจอีกกรณีหนึ่งก็คือ

ดอกเบี้ยลดลงจากการขยาย Credit โดยที่ Real Saving ไม่ได้เพิ่มในสัดส่วนที่รองรับ Investment ใหม่

สองภาพนี้หน้าตาคล้ายกันมากในช่วงแรก

กับ

มันดูแล้วหน้าตาเหมือนกันใช่ไหม ?

แต่ Austrian Business Cycle Theory บอกว่า

สิ่งที่อยู่ข้างหลังลูกศรนั้นไม่เหมือนกัน

และผลระยะยาวก็อาจไม่เหมือนกันอีกด้วย


10. แล้ว Central Bank เป็นตัวร้ายของเรื่องนี้หรือเปล่า ?

ตรงนี้ผมจะต้องระมัดระวังมากๆเพื่อไม่ให้บทความกลายเป็น Meme

“Central Bank กดปุ่มพิมพ์เงิน → โลกแตก” 😂

ผมบอกได้อย่างเดียวว่าการวิเคราะห์ของ Austrain ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการขยาย Bank Credit และการที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดสินเชื่อถูกดันออกจากระดับที่สอดคล้องกับ Saving และ Time Preference โดยผลงาน Austrian รุ่นต่าง ๆ อาจอธิบายกลไกเชิงสถาบันแตกต่างกันไปตามระบบธนาคารและระบบเงินของแต่ละยุค

ดังนั้นภาพใน Featured Image ที่เราใช้ก็คือ

Central Bank → Money หรือ Credit → Lower Interest Rate → เศรษฐกิจ Boom

เป็น Diagram เพื่ออธิบายแนวคิดเฉยๆ

ไม่ใช่สมการที่บอกว่า

ทุกครั้งที่ Central Bank ลดดอกเบี้ย = Recession จะตามมาแน่นอน

ซึ่งในโลกของความเป็นจริงนั้นมีทั้ง Fiscal Policy

  • Productivity
  • Technology
  • Bank Regulation
  • Global Capital Flows
  • Supply Shocks
  • Expectations
  • Debt Structure
  • Demographics

และตัวแปรอีกเป็นก่ายเป็นกอง

ซึ่งสิ่งที่ Austrian Business Cycle Theory กำลังเสนอก็คือ กลไกหนึ่ง สำหรับการอธิบาย Cluster ของการลงทุนผิดพลาดและเศรษฐกิจ Boom เศรษฐกิจ Bust

ไม่ใช่บอกว่าวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งในประวัติศาสตร์จะมีสาเหตุเดียวกัน


11. แล้ว Hayek มาเกี่ยวตรงไหน?

ถ้า Ludwig von Mises วางรากสำคัญของ Monetary Theory of the Trade Cycle

Friedrich Hayek ก็เป็นคนที่พัฒนาการวิเคราะห์เรื่อง Capital Structure และ Business Cycle ต่อแล้วทำได้ดีมาก ๆ เสียด้วย

ซึ่ง Hayek สนใจว่าการเปลี่ยน Interest Rate ไม่ได้ทำให้ Investment เพิ่มหรือลดแบบรวดเดียว

มันสามารถเปลี่ยน โครงสร้างตามเวลา ของการผลิตได้ด้วย

ลองคิดถึงกาแฟหนึ่งแก้ว

เราเห็นขั้นสุดท้ายของมันก็คือ

ร้านกาแฟ → คุณ

แต่ข้างหลังมันจะมี

แน่นอนว่า Production มี Time Structure

แล้วบาง Investment อยู่ใกล้ Consumer

หรือบาง Investment อยู่ไกลมาก แล้วยังมีอีกหลายๆปัจจัย เช่น การลงทุนบางแห่งห่างไกลจาก

  • โรงงาน Semiconductor
  • เหมืองทองแดง
  • Power Plant หรือ โรงไฟฟ้า
  • Data Center
  • Railway หรือระบบขนส่งแบบราง
  • R&D

พวกนี้อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้าง Consumer Goods หรือ Service ที่ขายได้จริง

ดอกเบี้ยจึงมีผลต่อ Project ที่ Return ของกำไรนั้นอยู่ห่างไกลจากอนาคตเป็นพิเศษ

และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Austrian Theory สนใจ Capital Goods มากกว่าการพูดว่า Investment เป็นก้อนเดียวเฉย ๆ


12. แต่ Austrian Business Cycle Theory ถูกต้องไปเสียหมดเลยไหม ?

นี่เป็นคำถามที่สำคัญที่สุด

และคำตอบที่แฟร์สำหรับเรื่องนี้ก็คือ

มันเป็นทฤษฎีที่มีอิทธิพลใน Austrian School แต่ไม่ได้เป็นคำอธิบาย Business Cycle ที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักยอมรับ

แน่นอนว่ามันก็มีข้อถกเถียงหลายจุด

ตัวอย่างเช่น

ทำไม Entrepreneur ที่รู้ว่าระบบ Credit กำลังขยาย ถึงยังถูกหลอกโดย Interest Rate ได้อีก ?

ทำไม Expectation ของตลาดนั้นสามารถลด Malinvestment ได้แค่ไหน ?

ทำไม Interest Rate ในเศรษฐกิจจริงมีหลายอัตรา แล้ว “Natural Rate” ที่เหมาะสมคืออะไร ?

แล้วไอ่การวัด Time Preference และ Sustainable Capital Structure ทำได้อย่างไร ?

แล้วไอ่การเกิด Recession จำเป็นต้องเกิดจากการ Liquidate Malinvestment แค่ไหน เมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น เช่น Demand Shock, Financial Panic, Supply Shock หรือ Balance-Sheet Problems ?

แล้วจะให้งานวางแผนนโยบายหรือ Policy หลังวิกฤตควรทำอย่างไร ?

ตรงนี้แม้แต่การนิยามและวัด “natural rate” ก็มีความแตกต่างระหว่างกรอบของ Mises, Wicksell และ macroeconomics สมัยใหม่ ไม่ควรเอาคำเดียวกันมาใช้เหมือนหมายถึงสิ่งเดียวกันทุกสำนัก

Hayek เองได้รับ Nobel Memorial Prize in Economic Sciences ร่วมกับ Gunnar Myrdal ในปี 1974 สำหรับงานเกี่ยวกับ monetary theory, economic fluctuations และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสถาบัน แต่การได้รับรางวัลนั้นไม่ได้แปลว่าทฤษฎี Austrian Business Cycle Theory ทุกส่วนกลายเป็น consensus ของทุกคนบนโลกใบนี้

ผมว่าตรงนี้แหละที่เรื่องเริ่มสนุกขึ้นมาละ (สนุกมึงคนเดียวสิ)

เราไม่จำเป็นต้องเลือก Team ก่อนที่จะเรียนหรือศึกษามัน

เราแค่ต้องเข้าใจว่า

ทฤษฎีกำลังอธิบายอะไร

แล้วค่อยถามว่าหลักฐานและโลกจริงเข้ากับมันแค่ไหน ?


13. ลองประกอบเครื่องจักรทั้งหมดกลับเข้าด้วยกัน

เราเริ่มจากคนคนหนึ่ง

เขามี Time Preference

เขาต้องเลือกระหว่าง

บริโภควันนี้

กับ

เก็บทรัพยากรไว้สำหรับวันหน้า

จากนั้นก็จะเกิด

Saving

เงินออมเชื่อมเข้าสู่ตลาดทุน

ทีนี้มันก็จะเกิด

Interest Rate

แล้ว Entrepreneur ใช้ดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณว่า Project ไหนคุ้ม ?

ซึ่ง Project ระยะยาวจะตอบสนองต่อ Cost of Capital แน่นอนอยู่แล้ว

จากนั้น Austrian Business Cycle Theory ก็ถามว่า

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Credit เพิ่มขึ้นจน Interest Rate ส่งสัญญาณเหมือนกับว่ามี Saving มากขึ้น ?

ทั้งที่ Preference ของคนไม่ได้เปลี่ยนตาม ?

คำตอบของมันคือ

ถ้าจะจำ Austrian Business Cycle Theory จากบทความนี้แค่เรื่องเดียว

ผมว่าไม่ต้องจำ Diagram ทั้งหมดก็ได้

จำคำถามนี้ก็พอ…

Interest Rate กำลังบอกความจริงเกี่ยวกับ Time และ Saving อยู่หรือเปล่า ?

ถ้ามองมาถึงตรงนี้ เราจะเริ่มเห็นว่าทำไมเรื่อง Bitcoin Austrian Economics ถึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า Bitcoin มีจำนวนจำกัด 21 ล้านเหรียญแล้วยังไง ? แต่ยังโยงไปถึงคำถามเรื่องเงิน Credit ดอกเบี้ย และสัญญาณที่ระบบการเงินส่งให้คนตัดสินใจด้วย


FAQ — Austrian Business Cycle Theory

Austrian Business Cycle Theory คืออะไร ?

Austrian Business Cycle Theory (ABCT) เป็นทฤษฎีใน Austrian Economics ที่อธิบายว่า Credit Expansion และอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สอดคล้องกับ Real Saving และ Time Preference สามารถส่งสัญญาณให้ธุรกิจลงทุนในโครงสร้างการผลิตที่ไม่ยั่งยืน เกิดเศรษฐกิจ Boom ก่อนที่ Malinvestment จะถูกเปิดเผยและนำไปสู่กระบวนการปรับตัว

Malinvestment คืออะไร ?

Malinvestment คือการจัดสรร Capital ไปยัง Project หรือโครงสร้างการผลิตที่ภายหลังไม่สามารถรักษาไว้ได้ภายใต้ทรัพยากร ความต้องการ และต้นทุนที่แท้จริง ใน Austrain มันไม่ได้หมายความว่า Entrepreneur ทุกคนไม่มีเหตุผล แต่หมายถึงการตัดสินใจจำนวนมากอาจตอบสนองต่อสัญญาณ Credit และ Interest Rate ที่บิดเบือนในทิศทางคล้ายกัน

Austrian Business Cycle Theory บอกว่าดอกเบี้ยต่ำไม่ดีหรือไม่ ?

ไม่ใช่ ดอกเบี้ยที่ลดลงเพราะ Saving เพิ่มและ Time Preference เปลี่ยนสามารถสอดคล้องกับการลงทุนระยะยาวที่ยั่งยืนได้ สิ่งที่ Austrain สนใจคือการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจาก Credit Expansion โดยไม่มี Real Saving รองรับในระดับที่สอดคล้องกัน

Boom คือช่วงที่เศรษฐกิจแข็งแรงหรือไม่ ?

Austrain ตั้งคำถามกับการมองเศรษฐกิจ Boom แบบนั้น เพราะในกรอบของทฤษฎี การลงทุนผิดทิศทางบางส่วนอาจกำลังก่อตัวในช่วงที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายอย่างดูแข็งแรง ความเสียหายจึงอาจเริ่มในช่วงเศรษฐกิจ Boom และเพิ่งปรากฏชัดในช่วงเศรษฐกิจ Bust

Recession เกิดขึ้นเพราะ Central Bank เสมอหรือไม่ ?

ไม่ควรสรุปแบบนั้น Austrain เน้นบทบาทของ Credit Expansion และ Interest Rate แต่เศรษฐกิจจริงสามารถได้รับผลจากปัจจัยจำนวนมาก และไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักจะยอมรับ Austrain เป็นคำอธิบายหลักของ Recession ทุกครั้งไป

Mises และ Hayek มีบทบาทอย่างไรใน Austrian Business Cycle Theory ?

Mises พัฒนา monetary theory of the trade cycle โดยเน้น Credit Expansion และ Interest Rate ส่วน Hayek พัฒนาการวิเคราะห์ Capital Structure และผลของการเปลี่ยนดอกเบี้ยต่อขั้นตอนการผลิตตามเวลาเพิ่มเติม งานของ Hayek ด้าน monetary theory และ economic fluctuations ซึ่งเป็นเหตุผลหลักในการมอบรางวัล Nobel Memorial Prize ปี 1974

Bitcoin แก้ Business Cycle ได้ไหม ?

คำถามนี้ยังตอบตรง ๆ ไม่ได้จากมุมมองของ Austrain เพียงอย่างเดียวซึ่ง Bitcoin มี Monetary Policy และกลไกการออกเงินที่แตกต่างจากระบบ Fiat แต่ Business Cycle ยังเกี่ยวข้องกับ Credit, Leverage, Banking, Expectations, Capital Allocation และพฤติกรรมมนุษย์อีกมากมาย ซึ่งการบอกว่า “มี Bitcoin แล้ว Business Cycle หายไป” จึงไปไกลกว่าที่ทฤษฎีนี้พิสูจน์ได้

และเรื่อง Bitcoin เป็น Hard Money หรือไม่ เราจะเก็บไว้คุยกันเต็ม ๆ อีกบทความนึงดีกว่า


แล้ววิกฤตเริ่มขึ้นตอนไหนกันแน่ ?

ตอนแรกผมคิดว่า Story ของวิกฤตเศรษฐกิจน่าจะเริ่มตรงวันที่ตลาดหุ้นแดงเถือก

บริษัทเริ่มเจ๊ง

คนเริ่มตกงาน

พาดหัวข่าวขึ้นคำว่า

RECESSION

แต่พอไล่ตาม Austrian Business Cycle Theory กลับไปเรื่อย ๆ

มันกลับพาเราไปยังช่วงที่ไม่มีใครรู้สึกว่ามีปัญหา

บริษัทกำลังโต

คนกำลังถูกจ้าง

ตึกกำลังสร้าง

ตลาดกำลังขึ้น

ทุกคนกำลังเปิด Champagne เปิดเบียร์ เปิดไวน์ฉลอง

แล้ว Entrepreneur คนหนึ่งก็นั่งอยู่หน้า Excel

เขาเห็น Interest Rate ที่ต่ำลง

Project ที่เมื่อวานไม่คุ้ม

แต่มาวันนี้มันเสือกคุ้ม

เขาก็เลยกด Approve สิวะ !!!

อาจไม่มีใครทำอะไรโง่เลยก็ได้

แน่นอนว่าผู้คนที่ประหยัดอดออมก็ได้ตัดสินใจตามสิ่งที่เขาต้องการ

แน่นอนว่า Bank ตัดสินใจตาม Incentive ของมัน

แน่นอนว่า Entrepreneur ตัดสินใจจากราคาที่เขาเห็น

ซึ่งตัวของ Investor ตัดสินใจจาก Return ที่เขาคาด

ทุกคนอาจกำลังตอบสนองอย่างมีเหตุผลต่อข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า

ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าคำถามของ Austrian Business Cycle Theory ที่น่าสนใจจริง ๆ อาจไม่ใช่

“ใครเป็นคนทำให้เศรษฐกิจพัง ?”

แต่มันคือ

ถ้าราคาเป็นข้อมูล…จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อราคาซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ กำลังบอกให้คนเป็นล้าน ๆ คนเดินไปทางเดียวกัน ทั้งที่ทรัพยากรจริงไม่ได้อยู่ตรงนั้น ?

Similar Posts

  • เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร? ฉบับคนไม่เรียนเศรษฐศาสตร์

    พักหลังๆมานี่ผมมักจะมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเวลาที่เราได้ยินคำว่า เศรษฐศาสตร์ หลายคนน่าจะนึกถึงอะไรประมาณนี้ใช่มะ ? แล้วก็อาจมีอาจารย์สักคนยืนชี้กราฟอยู่หน้าห้อง แต่พอผมเริ่มอ่าน เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ผมกลับเจออะไรบางอย่างที่แปลกกว่านั้น มันเริ่มจากสิ่งที่ธรรมดามาก ๆ อย่างเช่นคำว่า มนุษย์ มนุษย์ต้องการอะไร ? มนุษย์จะเลือกอะไร ? ทำไมเราถึงยอมแลกของที่เรามีกับของของคนอื่น ? ราคาของแต่ละสิ่งนั้นมาจากไหน ? แล้วคนเป็นล้าน ๆ คนที่แม่งไม่รู้จักกันเลย… ร่วมมือสอดประสานการผลิตของทั้งเมืองเข้าด้วยกันได้ยังไง ? ผมเลยอยากลองทำอะไรแบบเดิมๆ แทนที่จะเริ่มจาก Definition ของคำศัพท์ต่างๆนั้น เราลองสร้างเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาจากคนธรรมดาคนหนึ่งกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยดูว่าสุดท้ายมันจะพาเราไปถึงไหน ? 1. เริ่มจากกาแฟหนึ่งแก้วก่อน ผมสมมุติให้ตอนนี้เป็น 8 โมงเช้า แสงแดดกำลังสาดส่องมาเลย ผมเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆเลย แล้วเมื่อคืนผมได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง ตาจะปิดอยู่ละ แล้วมีคนเอากาแฟมาให้ผมแก้วหนึ่ง ผมอาจจะยอมจ่ายค่ากาแฟแก้วละ 100 บาท โอเค ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณเอากาแฟแก้วเดียวกันมาให้ผมตอน 4 ทุ่ม ผมอาจตอบว่า เอ๊ะ….แต่เดี๋ยวก่อนนะ……

  • Bitcoin เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เงิน และรัฐได้หรือไม่ ?

    สมมุติว่าวันนี้ผมมีเงินอยู่ 1,000 บาท จากนั้นผมก็เปิดกระเป๋าดู โอเค ผมเจอแบงค์ 1,000 บาท ของผมยังอยู่ครบ ไม่มีใครขโมยไปจากกระเป๋าของผมได้ ไม่มี Hacker มาฉกเอาไป ไม่มี Scam มาหลอกลงทุน และไม่มีใครเอาเงินออกจากบัญชีผมได้แม้แต่บาทเดียว แต่ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ผมอยากชวนคิดเรื่องหนึ่งก่อน ว่า… Bitcoin เงิน และรัฐ สามคำนี้ดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน แต่พอผมเขียนเรื่องราวของ Bitcoin มาเรื่อย ๆ ผมกลับพบว่ามันหนีกันไม่พ้นเลย ปัญหาของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ธนบัตรใบนั้นก็ยังเขียนว่า 1,000 บาท เหมือนเดิม แต่ของที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 1,000 บาทนั้น… อาจจะซื้อของได้น้อยลง เอ่อ…มันแปลกดีนะ ไม่มีใครเอาเงินของผมไป แต่ผมรู้ตัวว่ามีบางอย่างที่หายไป และสิ่งที่หายไปไม่ใช่ตัวเลข แต่มันคือ กำลังซื้อ หรือ อำนาจซื้อ ที่หดหายไป แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าหน่วยเงินที่ผมใช้อยู่ควรถูกสร้างเพิ่มได้เท่าไร ? ใครเป็นคนกำหนดว่าอำนาจซื้อของธนบัตรของผมนั้นมันควรหายไปเท่าไร ? อะไรที่มีผลต่ออำนาจซื้อของธนบัตรใบ 1,000 ของผมบ้าง…

  • Ludwig von Mises คือใคร? ทำไม “Human Action” ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์

    สมมุติว่าผมนั่งอยู่บนโซฟาหนาๆนุ่มๆอย่างสบายใจเฉิบ ซึ่งในตอนแรกๆนั้นผมก็นั่งเล่นมือถืออยู่เฉย ๆ ผ่านไปสักพัก หิว!!! แต่ผมก็ยังไม่ลุกไปไหน ความหิวของผมนั้นก็ยังเป็นแค่ความรู้สึก จนผมเริ่มคิดอะไรบางอย่างในหัวของตัวเองว่า เออ…ไปหาอะไรกินดีกว่า จากนั้นผมก็ลุกขึ้น แล้วผมก็หยิบกุญแจรถมอไซด์ แล้วผมก็ขับออกไปซื้อข้าว ฟังดูเหมือนไม่มีเหี้ยอะไรเลย แต่ๆๆ แต่ถ้ามองแบบ Ludwig von Mises แล้วล่ะก็ มันจะเป็นแบบ ตั้งแต่วินาทีที่ผมรู้สึกว่า สภาพความรู้สึกตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ แล้วผมเลือกทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนมัน นี่หล่ะครับ…เรื่องราวทางเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มขึ้นแล้ว คุณสังเกตเห็นมั้ยว่ามันไม่ต้องมี GDP เลย แถมไม่ต้องมีธนาคารกลางด้วย และก็ไม่ต้องมีกราฟ Supply-Demand อีกต่างหาก ที่สำคัญคือไม่ต้องมีตลาดหุ้น มีแค่… มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเลือก… 1. Ludwig von Mises คือใคร? Ludwig von Mises เกิดในปี 1881 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญของสำนักวิชาเศรษฐศาสตร์ Austrian School งานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ทฤษฎีเงิน วัฏจักรเศรษฐกิจ วิธีศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่วางแผนมาจากส่วนกลาง หนังสือสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาก็มีทั้ง และหนังสือเล่มใหญ่ที่เราจะใช้เป็นแกนของบทความนี้ นั่นก็คือเล่มที่มีชื่อว่า Human…

  • Bitcoin และ Austrian Economics เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

    Bitcoin Austrian Economics เป็นสองคำที่ตอนแรกผมไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนที่ผมเริ่มศึกษา Bitcoin ผมไม่ได้เริ่มจากตัวเศรษฐศาสตร์ แต่ผมเริ่มจาก Technology ล้วน ๆ เพราะผมมาจากสายงานทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการพยายามทำความเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานยังไง ซึ่งก็เผาเวลาไปหลายวันหลายคืน กับหลายๆหัวข้อ หลายๆ Topic ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Transaction UTXO Private Key Digital Signature Mining Node Blockchain จนไปถึง Lightning Network ยิ่งขุดลงไปก็ยิ่งเจอของที่ต้องให้เรียนอีกเยอะชิบหายวายป่วง แต่พอวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่า เออ…กูพอจะเข้าใจแล้วว่า Bitcoin มันทำงานยังไง กลับมีอีกคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาแทน แล้วทำไมต้องสร้างของแบบนี้ขึ้นมาวะ? ทำไม Bitcoin ต้องมีจำนวนจำกัด? ทำไม Bitcoin ถึงต้องไม่มีบริษัทคอยดูแล Database? ทำไมต้องเปลืองไฟฟ้าในการทำ Proof of Work มากมายก่ายกองขนาดนั้น? ทำไม Node Server…

  • Bitcoin คือ Hard Money หรือไม่? ทำไมเงินดิจิทัลถึงมี Limit ได้

    ประโยคที่ว่า Bitcoin Hard Money เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาเอา Bitcoin ไปเปรียบเทียบกับทองคำ และเหตุผลที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น” ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี แต่เดี๋ยวก่อน… สมมุติว่าผมมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง หินก้อนนี้พิเศษมาก ซึ่งมันมีอยู่ ก้อนเดียว บนโลกใบนี้ ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้ ไม่มีโรงงานไหนผลิตได้ ไม่มีเหมืองที่จะสามารถไหนขุดเจอได้อีก Scarce ชิบหายเลย Scarce แบบเหี้ย ๆ ผมเลยตั้งราคามันไว้ที่ก้อนละ… 10 ล้านบาท !!! มีใครซื้อไหม ? … ไม่มี 😂 อ่ะ…ทีนี้แหละมีปัญหาแล้ว เพราะเวลาเราพูดถึง Bitcoin เรามักได้ยินเหตุผลง่าย ๆ ว่า Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงมีค่า แต่ทว่า… ของมีน้อย = ของมีค่า ฉะนั้นแล้วก้อนหินโง่…

  • Hayek: ทำไมรัฐบาลไม่ควรผูกขาดการสร้างเงิน?

    คุณลองนึกภาพดูนะ เวลาที่เราไปซื้อกาแฟ มันจะมีร้านให้เราเลือก ยิ่งเวลาที่เราไปซื้อโทรศัพท์ มันจะมี Apple Samsung Google Xiaomi หากพูดถึงเวลาที่เราจะเลือกซื้อรถ มันก็จะมีเป็นสิบ ๆ ยี่ห้อ ซึ่งหากว่าบริษัทไหนทำของที่ห่วยแตกแดกไม่ลง หรือแม้กระทั่งบริการห่วย หรือบางทีราคาแพงเกินไป เราก็จะเปลี่ยนไปซื้อของอีกบริษัทนึงได้ ซึ่งฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่…มันจะมีของอยู่อย่างหนึ่งที่เราแทบไม่เคยจะตั้งคำถามกับมันเลย นั่นก็คือ เงิน เงินบาทที่ผมใช้ทุกวัน มันเป็นเหมือนกับปลาและหนองน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าปลามันอยู่ในน้ำทุกวันมันก็คงไม่เคยตั้งคำถามว่าน้ำคืออะไร? ผมคิดว่าปลามันอาจจะมองโบ๋ใส่น้ำก็เป็นได้ พอมันใกล้กันเกินไปมันก็เหมือนจุดใต้ตำตอที่เรามักจะมองผ่านๆ เรื่องเงินที่เราใช้อยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ซึ่งมันไม่ได้มี มันไม่ได้มีตัวเลือกให้ผม และผมก็ไม่มีสิทธิ์เลือกซะด้วย เอ๊ะ…ทำไมกัน ? แล้ววันหนึ่งผมก็ไปเจอคำถามประหลาด ๆ ของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งมีนามว่า Friedrich Hayek หากเราพูดว่า การแข่งขันสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องพยายามรักษาคุณภาพให้ได้มากที่สุด… แต่แล้วทำไม เงินถึงไม่ต้องแข่งขันกันวะ? 1. Hayek คือใคร? ก่อนที่เราจะไปถึงเรื่องเงิน เรามาทำความรู้จักกับเจ้าของคำถามนี้กันก่อนดีกว่า Friedrich August von Hayek เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เกิดในปี 1899 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับ Austrian…