Ludwig von Mises กับแนวคิด Human Action และ Austrian Economics

Ludwig von Mises คือใคร? ทำไม “Human Action” ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์

สมมุติว่าผมนั่งอยู่บนโซฟาหนาๆนุ่มๆอย่างสบายใจเฉิบ

ซึ่งในตอนแรกๆนั้นผมก็นั่งเล่นมือถืออยู่เฉย ๆ

ผ่านไปสักพัก

หิว!!!

แต่ผมก็ยังไม่ลุกไปไหน

ความหิวของผมนั้นก็ยังเป็นแค่ความรู้สึก

จนผมเริ่มคิดอะไรบางอย่างในหัวของตัวเองว่า

เออ…ไปหาอะไรกินดีกว่า

จากนั้นผมก็ลุกขึ้น

แล้วผมก็หยิบกุญแจรถมอไซด์

แล้วผมก็ขับออกไปซื้อข้าว

ฟังดูเหมือนไม่มีเหี้ยอะไรเลย แต่ๆๆ

แต่ถ้ามองแบบ Ludwig von Mises แล้วล่ะก็ มันจะเป็นแบบ

ตั้งแต่วินาทีที่ผมรู้สึกว่า

สภาพความรู้สึกตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ

แล้วผมเลือกทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนมัน

นี่หล่ะครับ…เรื่องราวทางเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มขึ้นแล้ว

คุณสังเกตเห็นมั้ยว่ามันไม่ต้องมี GDP เลย

แถมไม่ต้องมีธนาคารกลางด้วย

และก็ไม่ต้องมีกราฟ Supply-Demand อีกต่างหาก

ที่สำคัญคือไม่ต้องมีตลาดหุ้น

มีแค่…

มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเลือก…


1. Ludwig von Mises คือใคร?

Ludwig von Mises เกิดในปี 1881 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญของสำนักวิชาเศรษฐศาสตร์ Austrian School

งานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ทฤษฎีเงิน วัฏจักรเศรษฐกิจ วิธีศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่วางแผนมาจากส่วนกลาง

หนังสือสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาก็มีทั้ง

  • The Theory of Money and Credit
  • Socialism

และหนังสือเล่มใหญ่ที่เราจะใช้เป็นแกนของบทความนี้ นั่นก็คือเล่มที่มีชื่อว่า

Human Action

ไอ่ตัว Human Action นั้นเป็นหนังสือฉบับภาษาเยอรมันที่เป็นต้นทางของผลงานนี้ออกในปี 1940 ภายใต้ชื่อ Nationalökonomie ก่อนที่จะถูกแปลมาเป็นเล่มที่มีชื่อว่า Human Action ฉบับภาษาอังกฤษซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี 1949

แต่แทนที่เราจะเริ่มจากประวัติชีวิตของ Mises ที่ยาวเป็นหางว่าว

ผมว่าเริ่มจากคำถามของตัวเขาเองน่าจะสนุกกว่า (สนุกอีกแล้วหรอ?)

มนุษย์กำลังทำอะไรอยู่ในขณะที่มนุษย์ “เลือก”?


2. กลับมาที่คนหิวบนโซฟา

ตอนนี้ผมมีปัญหาแล้วล่ะ

คือผมอยากเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง

แต่ว่าแค่ความ “อยากอิ่ม” นั้นมันยังไม่พอ

ผมต้องเลือกวิธีการใดดีนะ ? ที่จะทำให้ผมสามารถ Fullfill ความอิ่มนั้นได้ ?

ประโยคด้านบนนี้แหละคือสิ่งที่ Mises เรียกว่า Means

ซึ่งในการ Fullfill ความอิ่มนั้นผมอาจจะ

  • ทำข้าวกินเอง
  • เดินไปร้านลาบข้างบ้าน
  • ขับรถมอไซด์ไปกินร้านป้าเรียม
  • กด Grab เพื่อสั่งซื้ออาหารระดับเทพอย่าง The Burgest
  • หรือโทรหาเพื่อนแล้วถามมันว่า “มึงกินข้าวยัง?” ทั้งที่จริง ๆ จุดประสงค์คือจะให้มันเลี้ยง 😂

ผมมีความต้องการที่จะมี The Ends ของความรู้สึก

และผมเลือก Means เพื่อที่จะไปให้ถึง The Ends นั้น

นี่คือแกนง่าย ๆ ของสิ่งที่ Mises เรียกว่า Human Action

ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะเลือกถูกต้องเสมอไป

และก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์นั้นจะฉลาดเสมอไป

และก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์นั้นจะมีข้อมูลครบถ้วนเสมอไป

เราอาจจะเลือกวิธีที่โง่เขลามากๆก็เป็นได้

สิ่งสำคัญคือ ณ เวลาที่ลงมือ เรากำลังใช้สิ่งที่เรามีทั้งหมดในตัวเราเพื่อพยายามเปลี่ยนสถานการณ์ไปในทางที่เราต้องการ

ซึ่งตัวของ Mises เองจึงเริ่มการวิเคราะห์จาก purposeful action มากกว่าการเริ่มจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยเขามอง economics เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ที่กว้างกว่านั้นเกี่ยวกับ human action


3. แต่ในทันทีที่เลือกนั้น เราก็ต้องเสียอะไรไปบางอย่างเช่นกัน

สมมุติว่าผมมีเวลา 1 ชั่วโมง พร้อมกับเงินสดอีก 200 บาท ในกระเป๋า

ถ้าผมเลือกที่จะไปกินราเมง

นั่นแปลว่าผมไม่ได้เลือกสิ่งเหล่านี้ไปโดยปริยาย

การที่ผมเลือกนั้นมันไม่ใช่การแค่บอกว่า

ผมอยากได้อะไร

มันยังบอกด้วยว่า

ผมยอมสละอะไร

ถ้าผมเลือกที่จะกระทำ A แทน B นั่นแปลว่า

ณ ขณะนั้น A จะต้องมีศักดิ์ศรีสูงส่งกว่า B ในลำดับความต้องการของผม

ไม่งั้นผมจะเลือก A ทำไม จริงมั้ย ?

และจุดนี้นี่แหละครับมันก็ทำให้เราเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง

คุณเห็นมั้ยครับว่าเศรษฐศาสตร์มันไม่ได้เริ่มจาก

สิ่งของ

แต่มันเริ่มจาก

มนุษย์ให้คุณค่ากับสิ่งของนั้นๆ


4. ของชิ้นเดียวกันไม่ได้มีค่าเท่ากันสำหรับทุกคน

ถ้าคุณลองเอาน้ำเย็นหนึ่งขวดมาให้ผมตอนนั่งเขียน Blog อยู่ในห้องแอร์ที่สุดแสนจะเย็นฉ่ำ

ผมอาจจะจ่ายให้คุณในราคา 10 บาท

แต่ถ้าคุณเอาน้ำขวดเดียวกันไปให้คนที่เดินหลงทางอยู่กลางทะเลทรายมาแล้วสองวัน

มันอาจมีค่ากับเขามหาศาล

ลองพิจารณาดีสิว่าน้ำไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

และโมเลกุล H₂O ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป

แต่ “คน” ต่างหากที่เปลี่ยนไป

ประกอบกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

หรือแม้กระทั่งความต้องการที่เปลี่ยนไป

นี่คือโลกของ Subjective Value ที่เราเคยเจอในบทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร

ซึ่งตัวของ Mises เองก็ได้รับช่วงต่อและพัฒนาประเพณี Subjectivist ของ Austrian Economics ต่อจากนักคิดอย่าง Carl Menger มาอีกยาวๆเลยล่ะครับพี่น้อง

ซึ่งสิ่งของจึงไม่ได้เดินทางมาพร้อมป้ายจากจักรวาลว่า

TRUE VALUE = 47.35 บาท

แต่หากเป็น “คน” ต่างหากที่ประเมินราคาของมัน


5. แล้วตลาดเกิดขึ้นตอนไหน?

ผมขอดึงคุณกลับมาที่ราเมงอีกแปปนึงก่อน

จำได้มั้ยว่าผมมีเงินสด 200 บาท อยู่ในกระเป๋า

และแน่นอนว่าที่ร้านราเมงก็ต้องมีราเมงอยู่ที่นั่น

ซึ่งตัวผมเองนั้นมองว่า

ราเมง มีค่ามากกว่า > เงิน 150 บาท

ทางร้านราเมงเองก็มองว่า

เงิน 150 บาท นั้นมีค่ามากกว่า > ราเมงชามนั้น

คำถามเด็ดๆก็คือถ้าเราให้คุณค่าของทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะๆ

เราจะแลกกันทำไม ? จริงมั้ย ?

การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเพราะทั้งสองฝ่ายคาดหวังว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ากับมันมากกว่า

เราสองคนไม่ได้เห็น “มูลค่าที่แท้จริง” ของราเมงเลยสักนิด

แต่เราต้องเห็นแค่ว่า

สำหรับตัวเราเอง การแลกครั้งนี้ดีกว่าไม่แลก

ซึ่งการแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้เนี่ยมันก็เริ่มมาจากคนสองคน

กลายเป็นสิบคน

แล้วก็กลายเป็นพันคน

จากนั้นก็กลายเป็นล้านคน

แล้วสิ่งที่เราเรียกว่า

Market

ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนมากขึ้น

ซึ่ง Market มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีใครนั่งออกแบบในทุกๆการแลกเปลี่ยน

แต่เพราะคนจำนวนมหาศาลกำลังเลือกพร้อม ๆ กัน


6. แล้ว “ราคา” โผล่มาจากไหน?

นี่ก็เริ่มสนุกขึ้นมาอีกแล้ว (สนุกมึงคนเดียวสิ)

เพราะในตอนแรกเรามีแค่

Preference

ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆก็คือ ผมอยากกินราเมง

ร้านราเมงก็อยากได้เงิน

แต่พอจะมีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นมาจริงๆแล้วเนี่ย

มันจะต้องมีเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

เช่น

ราคา 150 บาท

ซึ่งไอ่ราคา 150 บาทเนี่ยมันไม่ได้บ่งบอกว่า

ราเมงชามนี้มี “มูลค่าที่แท้จริง” เท่ากับ 150 บาท

แต่…มันบ่งบอกว่า

มีการแลกเกิดขึ้นที่ราคานี้

แล้วหลังจากนั้นพอมีการซื้อขายจำนวนมหาศาลเกิดขึ้น

ราคาก็เริ่มทำหน้าที่มากกว่านั้นละ

และแล้วราคาก็กลายมาเป็นข้อมูลที่คนอื่นสามารถเอาไปใช้ตัดสินใจได้

แน่นอนว่าถ้าเจ้าของร้านเห็นราคาหมูแพงขึ้น

เห็นค่าเช่าเพิ่มขึ้น

เห็นค่าแรงของลูกน้องเพิ่มขึ้น

แต่ลูกค้าก็ไม่ยอมซื้อราเมงเกินชามละ 180 บาทอีกต่างหาก

ข้อมูลพวกนี้ จะค่อย ๆ ถูกสะท้อนออกมาเป็นรูปแบบของราคา

และตรงนี้เรากำลังจะเดินเข้าไปเจอหนึ่งในเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของ Ludwig von Mises นั่นก็คือ

Economic Calculation


7. สมมุติว่าผมจะเปิดโรงงานทำโต๊ะ

หากผมอยากผลิตโต๊ะเป็นจำนวน 10,000 ตัว

ผมมีทางเลือกประมาณนี้

เปิดโรงงานแบบ A ที่ใช้

  • ใช้ไม้เยอะ
  • ใช้แรงงานน้อย
  • ใช้เครื่องจักรธรรมดา

หรือจะเปิดโรงงานแบบ B ที่ใช้

  • ใช้ไม้น้อย
  • ใช้แรงงานน้อยกว่า
  • แต่ต้องซื้อเครื่อง CNC ราคาแพง

หรือว่าผมจะเปิดโรงงานแบบ C ที่ใช้

  • ใช้วัสดุ Composite
  • มันจะต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทางชนิดหนึ่ง
  • ใช้ไฟฟ้าเยอะกว่า

คำถามคือ

อันไหนประหยัดทรัพยากรมากกว่ากัน?

ฟังแล้วดูเหมือนง่าย ๆ นะครับ ซึ่งในหัวของเราก็อาจจะคิดว่า

ก็เอาของทั้งหมดมาเปรียบเทียบสิ

โอเค๊…

แต่เปรียบเทียบยังไงอ่ะ ?

มึงจะบวกลบคูณหารกันยังไง ?

800 ตัน + 2 GWh + 40,000 ชั่วโมง = งี้อ่อ ???

คุณเห็นมั้ยว่าหน่วยมันคนละเรื่องกันไปหมด

ซึ่งในระบบของตลาดเนี่ย

เราก็จะมีเครื่องมือหนึ่งเข้ามาช่วยให้เราทำการเปรียบเทียบกันได้ดียิ่งขึ้น นั่นก็คือ

Money Prices

อีตรงนี้นี่แหละครับมันจะทำให้เราสามารถประมาณต้นทุนแต่ละทางเลือกในหน่วยของเงิน

มันทำให้เราสามารถเปรียบเทียบกับรายรับที่คาดไว้

แล้วดู Profit / Loss

ซึ่งสำหรับ Mises นั้น การคำนวณด้วยราคาที่เป็นตัวเงินทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบทางเลือกการผลิตที่ต่างชนิดกันได้ และเขาผูกความสามารถนี้เข้ากับตลาดที่มีการแลกเปลี่ยนและกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต

ตรงนี้ถือเป็นจุดที่สำคัญมากๆเลยล่ะครับ ซึ่งเป็นตัวหลักๆในงานเขียนของ Ludwig von Mises เลยก็ว่าได้


8. Profit ไม่ได้แปลว่า “ไอ้เหี้ยนี่โลภ” อย่างเดียวนะครับ

สมมุติว่าผมผลิตโต๊ะกลมสีส้มตัวหนึ่งที่มีต้นทุนประมาณ

4,000 บาท

แล้วจากนั้นก็มีคนยอมซื้อที่ราคา

6,000 บาท

ผมได้ Profit ใช่มะ ?

แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ?

นั่นก็อาจเป็นเพราะว่าผมค้นพบวิธีการหาทรัพยากรที่ต่ำกว่าได้ แต่ตลาดเสือกประเมินไว้สูง

มาสร้างสิ่งที่ลูกค้าประเมินมูลค่าไว้สูงกว่า

และในทางกลับกัน

ถ้าผมเอาทรัพยากรนั่นก็คือจำนวนเงิน 10,000 บาท

ไปสร้างโต๊ะรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่โต๊ะกลมสีส้ม และที่สำคัญคือไม่มีใครยอมซื้อเกิน 4,000 บาท

นี่คือสัญญาณของตลาดที่กำลังส่งข้อความบางอย่างกลับมาหาผม

มึงกำลังทำเหี้ยอะไรของมึงอยู่เนี่ย ?

และนี่คือที่มาของ Profit กับ Loss จึงไม่ได้มีแค่ความหมายว่า

คนนี้รวยขึ้น

คนนั้นจนลง

แต่ Profit กับ Loss มันยังทำหน้าที่เป็น Feedback ต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการอีกด้วย

แน่นอนว่ามันไม่ Perfect เสมอไป

ผู้ประกอบการก็สามารถเดาผิดได้

หรือราคาสิ่งของอาจจะผันผวนได้

หรือแม้กระทั่งคนหลอกลวงกันก็ได้

และท้ายที่สุดบริษัทขาดทุนได้

แต่นั่นกลับเป็นส่วนสำคัญของเรื่องเลยล่ะ

เพราะอนาคตมันยังไม่เกิด

ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าอะไรจะขายดี

ฉะนั้นเหล่าบรรดา Entrepreneur ทั้งหลายจึงต้อง คาดการณ์ กันไปต่างๆนาๆ


9. แล้วถ้าเราเอาราคาของ Capital Goods ออกล่ะ?

ตรงนี้แหละครับที่ Ludwig von Mises โยนระเบิดลูกใหญ่เข้าไปใส่ในวงการถกเถียงเรื่อง Socialism ช่วงศตวรรษที่ 20 แหม่…เรียกได้ว่าสะเทือนไปทั้งวงการ

อ่ะ…ทีนี้…ลองกลับไปที่โรงงานผลิตโต๊ะกลมสีส้มของผม

ผมสมมุติว่า

  • เครื่องจักร
  • โรงงาน
  • ที่ดิน
  • เหล็กเส้น
  • ไม้
  • และ Capital Goods ที่สำคัญ ๆ

ไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาด

ไม่มีเจ้าของแต่ละรายเสนอซื้อเสนอขายกัน

แล้วเราจะได้ Market Price ของ Capital Goods เหล่านั้นจากไหน ?

ซึ่งตัว Capital Goods นั้นก็หมายถึงสินค้าที่เป็นเหมือน Stem Cell อ่ะนะครับ คือตัวมันสามารถกลายไปเป็น Base ของสินค้าอื่นๆได้

แน่นอนว่าเรายังนับของได้

เรารู้ว่ามีเหล็กกี่ตัน ?

รู้ว่าโรงงานใช้ไฟกี่ kWh ?

วิศวกรยังคำนวณได้ว่าเครื่องจักรแบบไหนผลิตโต๊ะได้

ทีนี้แหละปัญหามันไม่ได้อยู่ที่

เราสร้างโต๊ะได้ไหม ?

แต่ปัญหาของมันก็คือ

เรารู้ได้อย่างไรว่าวิธีนี้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากกว่าทางเลือกอื่น?

นี่คือหัวใจของ Economic Calculation Problem ของ Mises ซึ่งมีเรื่องราวให้น่าขบคิดและติดตามใน original 1920 essay ชื่อดังอย่าง Economic Calculation in the Socialist Commonwealth

ข้อโต้แย้งของเขาคือ หากไม่มีตลาดสำหรับปัจจัยการผลิตและไม่มีราคาตัวเงินที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนปัจจัยเหล่านั้น ผู้วางแผนจะขาดเครื่องมือสำคัญในการเปรียบเทียบทางเลือกการผลิตที่ซับซ้อนในหน่วยร่วมเดียวกัน และนี่ก็เป็นจุดที่ระเบิดได้พุ่งลงตรงกลางกระบาลของการปกครองระบอบ Socialism หรือว่าสังคมนิยมเข้าอย่างจัง แล้วก็เป็นจุดล่มสลายของสหภาพโซเวียตในห้วงเวลาด้วย

ซึ่งตรงส่วนนี้จะแตกต่างจาก Knowledge Problem ของ Hayek ที่เราเจอในบทความก่อนนิดนึง

เนื่องจาก Hayek เน้นคำถามที่ว่า

ความรู้ที่กระจายอยู่ในหัวของคนจำนวนมหาศาลจะถูกเทรวมและสังเคราะห์ใช้งานได้อย่างไร?

ส่วน Mises กำลังตั้งคำถามว่า

ต่อให้เรามีข้อมูลทางเทคนิคมากมายมหาศาล ทีนี้เราจะ คำนวณทางเศรษฐกิจ ระหว่างทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างไรถ้าไม่มี Market Prices ของปัจจัยการผลิต?

สองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกัน

แต่มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน


10. เดี๋ยวนะ แล้ว Mises ต่อต้าน “การวางแผน” เหรอ?

คำๆนี้ทำให้ผู้คนสับสนได้ง่ายมากครับ

เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว

ทุกคนต้องวางแผน และการวางแผนก็สำคัญมากๆเสียด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ผมวางแผนว่าจะกินอะไร ?

บริษัทวางแผนว่าจะผลิตเท่าไร ?

ร้านกาแฟวางแผนว่าจะซื้อเมล็ดกี่กิโล ?

ครอบครัววางแผนว่าจะเก็บเงินเท่าไร ?

เหล่าบรรดา Entrepreneur ก็จะทำการวางแผนอนาคตแทบจะทั้งวัน ?

ดังนั้นข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ว่า

แต่…มันอยู่ที่ว่า

ใครวางแผนอะไร ? ด้วยข้อมูลอะไร ? และใช้ Feedback แบบไหน ?

บริษัทที่วางแผนผิดก็อาจจะต้องประสบปัญหาขาดทุน

ลูกค้าอาจจะย้ายไปซื้อของคู่แข่ง

บางทีอาจจะมีเงินทุนไหลออก

บริษัทอาจจะต้องปรับเปลี่ยน Direction

หรือล้มหายตายจากไปเลยก็เป็นได้

ซึ่งคำถามของ Mises ก็คือ

ถ้าเราขยายขอบเขตอำนาจของผู้วางแผนรายเดียวให้ครอบคลุมทกุๆ Capital Goods ในระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แล้วเอา Feedback ของตลาดออก

เราจะใช้อะไรแทนระบบ Economic Calculation แบบเดิม?

ตรงนี้เป็นข้อเสนอทางทฤษฎีที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักยอมรับและเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งผลงานของ Mises ก็เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของสิ่งที่ภายหลังเราเรียกว่า socialist calculation debate เพราะว่าเรื่องราวของระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองมันคือเรื่องเดียวกัน


11. Praxeology มันคืออะไรกันแน่?

ผมจะพาให้เราย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของบทความนี้อีกดอก

คนหิวบนโซฟา

Ludwig von Mises พยายามสร้างกรอบที่กว้างกว่าคำว่า Economics ออกไปอีก

ซึ่งเขาเรียกมันว่า

Praxeology

หรือศาสตร์ของ Human Action นั่นเอง

แนวคิดนี้มันเริ่มมาจากการตั้งข้อสังเกตพื้นฐานว่า

มนุษย์ลงมือทำบางสิ่งอย่างมีจุดหมาย

จากนั้น Mises พยายามใช้ตรรกะไล่ดูว่า

ถ้ามนุษย์เลือก

อะไรตามมา?

  • มี Ends
  • มี Means
  • มี Scarcity

และในขณะที่มนุษย์กำลังจะทำการเลือกนั้น มันจะเกิดสิ่งที่แบบว่า

  • เมื่อเลือก A ไปแล้ว มันจะต้องทิ้ง B
  • มี Preference
  • มี Exchange
  • มี Time
  • มี Uncertainty

และเมื่อมนุษย์จำนวนมากปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เราจึงค่อยๆก้าวเข้าไปสู่เรื่องราวของ Economics นั่นเอง

ซึ่ง Mises พยายามอธิบายเรื่องของ praxeology เป็นระบบแบบ “อนุมานหรือทึกทักคิดเอาเอง” ที่เริ่มจาก category of action แล้ววิเคราะห์ผลทางตรรกะที่ตามมา

และนี่คือจุดที่ Mises นั้นเริ่มที่จะเป็น controversial แบบสุดขั้วไปเลย เพราะว่ามุมนึงเขาก็บอกว่ามนุษย์มีแผน แต่อีกมุมนึงเขาก็บอกว่าการวางแผนจากส่วนกลางนั้นมันไม่ Work แถมยังมีเรื่องราวของการเดาๆสุ่มอีก ฟังดูแล้วเหมือนนั่งเทียนวิเคราะห์เอาเอง


12. “งั้นแปลว่า Mises ไม่สนใจข้อมูลจริงๆเหรอ?”

นี่เป็นจุดที่ผมว่าเราต้องระมัดระวังให้มาก ๆ

เพราะถ้าเขียนแบบง่ายเกินไปมันก็จะกลายเป็นแบบว่า

Austrian Economics ไม่ใช้ Data ในการวิเคราะห์ห่าอะไรเลย

ซึ่งแม่งหยาบเกินไปที่จะพูดแบบนั้น

สำหรับตัวของ Mises เขาแยกแยะระหว่าง

Economic Theory

กับ

History หรือ Empirical Events

เขาไม่ได้บอกว่าโลกจริงนั้นไม่สำคัญ

แต่เขาไม่คิดว่าเราสามารถสร้างหรือทดสอบกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยวิธีเดียวกับห้องทดลองฟิสิกส์ได้ เพราะเหตุการณ์ทางสังคมมีตัวแปรจำนวนมากและเราไม่สามารถควบคุมเงื่อนไขทั้งหมดแบบการทดลองทางธรรมชาติได้

ส่วนทฤษฎี Praxeology ของเขา เขามองว่าเริ่มจากตรรกะของ Human Action แล้วก็อนุมานผลที่ตามมา มากกว่ารอให้ Statistical Correlation เป็นตัวสร้างกฎพื้นฐานขึ้นมา ซึ่งยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เราได้กระโดลงหลุมกระต่ายกันต่อใน วิธีศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ของ Mises ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ชอบเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์แล้วไซร้ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าหยุดไม่อยู่แน่นอน

นักเศรษฐศาสตร์สำนักอื่นจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับ Methodology แบบนี้

และนี่เป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่าง Austrian Economics แบบ Mises กับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสมัยใหม่

ผมว่าเก็บความขัดแย้งตรงนี้ไว้ดีกว่า

ไม่ต้องรีบตัดสินว่าใครชนะ

เพราะมันโยนคำถามที่โคตรน่าสนใจให้เราแทน

เศรษฐศาสตร์ควรพิสูจน์ความจริงแบบไหนกันแน่ ?


13. แล้ว Money มาเกี่ยวตรงไหน?

โอ้…มันไปเกี่ยวเยอะมากครับ เยอะจนชนิที่ว่าไม่รู้จะอธิบายยังไง

เอาเป็นว่าผมเล่าแบบนี้ละกัน

ในช่วงก่อนหน้าที่เขาจะเขียนหนังสือที่ชื่อว่า Human Action นั้นเขาได้เขียนสิ่งนี้มาก่อน นั่นก็คือ

The Theory of Money and Credit

เขาพยายามเอาทฤษฎีการเงินเข้ามาเชื่อมกับ Subjective Value และ Austrian Economics

หนึ่งในแนวคิดที่คนพูดถึงกันมากคือ

Regression Theorem

ซึ่งก็เป็นคำถามประมาณว่า

ถ้าเงินมีค่าเพราะคนคาดว่าคนอื่นจะต้องการมัน…

แล้วในวันแรกสุดมันมีค่าได้ยังไง?

ถ้าวันนี้ผมรับเงินเพราะรู้ว่าเมื่อวานมันซื้อของได้

เมื่อวานคนก็รับเพราะวันก่อนหน้านี้มันก็เอาไปซื้อของได้

ย้อนกลับไปเรื่อย ๆ ยาว ๆ

แล้วต้นทางอยู่ไหน?

ซึ่ง Mises ก็พยายามอธิบาย Purchasing Power ของเงินโดยย้อนความต้องการในการถือเงินกลับไปยังช่วงก่อนที่สิ่งนั้นจะทำหน้าที่เป็นเงิน ซึ่งตอนนั้นมันมีมูลค่าในฐานะสินค้าหรือการใช้ประโยชน์อื่นมาก่อนรึเปล่า ?

เรื่องนี้ภายหลังกลายเป็นประเด็นสนุกมากเมื่อ Bitcoin ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมา

เพราะคนเริ่มตั้งคำถามทันทีว่า

แล้ว Bitcoin เข้ากับ Regression Theorem ยังไงวะ?

เราเคยแตะเรื่องนี้แล้วในเรื่องราวของ Bitcoin Austrian Economics

ดังนั้นผมจะไม่ลากลงหลุมนี้อีกเพราะมันจะต้องยาวอีกแน่นอน

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ

Mises ไม่ได้มอง Money เป็นวัตถุแปลก ๆ ที่อยู่นอกเหนือ Economics ซะหน่อย

เขาพยายามเอามันกลับมาอธิบายผ่านการเลือกและการประเมินคุณค่าของมนุษย์เหมือนสินค้าอื่นๆทั่วไป


14. เวลาเองก็มีราคา

สมมุติผมให้คุณเลือก

ถ้าทางเลือกด้านบนนี้มีเงื่อนไขอื่นที่เท่าๆกัน

คนจำนวนมากคงเลือกวันนี้

ทำไมน่ะหรอ ?

เพราะสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้สามารถตอบสนองความต้องการได้ก่อนสิ่งเดียวกันที่เราจะได้ในอนาคต

ตรงนี้พาเราเข้าไปหาแนวคิดเกี่ยวกับ

Time Preference

ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน Austrian theory of capital and interest

แต่เรื่องนี้ลึกมากๆเลยล่ะครับ

และเดี๋ยวเราจะต้องใช้มันอีกครั้งตอนเข้าสู่ Austrian Business Cycle Theory

เพราะเมื่อเรามี

  • Saving
  • Interest
  • Capital
  • Investment
  • Time
  • Credit

เรากำลังเตรียมส่วนประกอบเกือบครบแล้วสำหรับ Blog ถัดไป

ตอนนี้แค่จำไว้ก่อนว่า

สำหรับ Austrian Economics

เวลาไม่ได้เป็น Background เฉย ๆ เหมือนที่ Isaac Newton เคยกล่าวไว้

แน่นอนว่า Production ก็ต้องใช้เวลา

การ Investment ก็ต้องใช้เวลา

การ Saving มันดันไปเชื่อม Present กับ Future

และการตัดสินใจของมนุษย์ก็เกิดขึ้นภายใต้เวลาตลอดซะด้วยน่ะสิ


15. แล้ว Mises เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin?

ผมอยากให้ส่วนนี้สั้น ๆ เลย

เพราะไม่งั้นทุกถนนบน FreeMarket.place จะจบที่ Bitcoin ไปเสียหมด

ข้อมูลที่เป็น Fact ก็คือ Ludwig von Mises เสียชีวิตในปี 1973

และสำหรับ Fact อีกข้อนึงก็คือ Bitcoin เกิดขึ้นทีหลังอีกหลายสิบปีนับจากวันที่เขาตาย

ดังนั้น

Mises ไม่ได้พูดถึง Bitcoin เลยแม้แต่น้อย

เขาไม่ได้ทำนายเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของ Bitcoin

และเราไม่ควรจับเขามาใส่เสื้อยืดลาย Bitcoin แล้วบอกว่า

ถ้า Mises ยังอยู่ เขาต้องเป็น Bitcoiner แน่นอน !!!

เย็นไว้…ไอ่น้อง

แต่สิ่งที่พูดได้ก็คือ Bitcoin ทำให้คำถามหลายเรื่องที่ Austrian Economics สนใจกลับมามีตัวอย่างใหม่ให้เราได้เริ่มต้นศึกษาอีกครั้ง อาทิเช่น

  • Money เกิดขึ้นได้อย่างไร?
  • Scarcity มีผลอย่างไร?
  • คนให้ Value กับเงินอย่างไร?
  • เงินจำเป็นต้องมี Intrinsic Value หรือไม่?
  • ระบบ Monetary Calculation ต้องพึ่ง Money แบบไหน?
  • และถ้า Money Supply มีกฎที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้เอง มันเปลี่ยน Incentive อะไรบ้าง? และหากว่าคุณอยากศึกษาเรื่องราวของ Bitcoin แบบลงลึกไปอีกนิดให้คุณไปเริ่มที่เรื่องของ Bitcoin Node Server ก็ได้

ซึ่ง Bitcoin ไม่ได้พิสูจน์ว่า Mises นั้นคิดถูก

แต่แม่งทำให้คำถามเก่า ๆ ของเขากลับมาสนุกอีกครั้ง (สนุกมึงคนเดียวสิ)


16. สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเรื่องราวของ Ludwig von Mises

มันไม่ใช่ว่าผมต้องเห็นด้วยกับ Mises ทุกเรื่อง

จริง ๆ บางเรื่องอ่านแล้วผมก็ยังนั่งคิดว่า

เดี๋ยวนะ…มึงไปไกลเกินไปหรือเปล่าวะ 😂

แต่ผมชอบจุดเริ่มต้นของเขานะ

เวลาที่เราเปิดข่าวเศรษฐกิจ

แล้วเรามักจะเห็น

  • GDP
  • CPI
  • Interest Rate
  • Unemployment
  • Money Supply
  • Debt-to-GDP
  • PMI

ซึ่งมีแต่ตัวเลขห่าเหวอะไรไม่รู้เต็มไปหมด

จนบางทีเศรษฐกิจดูเหมือนเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่มีคันโยกอยู่สิบๆอัน

โยก Interest Rate ลงตรงนี้

GDP ขึ้นตรงนั้น

เพิ่ม Money Supply ตรงนี้

Investment วิ่งตรงโน้น

แต่ภายใต้ตัวเลขทุกตัวนั้น

มันมีคนอยู่เบื้องหลัง

เจ้าของร้านกำลังตัดสินใจว่าจะจ้างพนักงานเพิ่มไหม ?

คนทำงานกำลังคิดว่าจะลาออกหรือเปล่า ?

เจ้าของโรงงานกำลังคิดว่าจะซื้อเครื่องจักรไหม ?

เด็กคนหนึ่งกำลังเลือกว่าเงินก้อนแรกจะเก็บหรือใช้ ?

นักลงทุนกำลังกลัว ?

ลูกค้ากำลังเปลี่ยนใจ ?

ผู้ประกอบการกำลังคาดเดาอนาคต ?

และแน่นอนว่าไม่มีใครในนั้นรู้เสียไปหมดทุกอย่าง


FAQ — Ludwig von Mises

Ludwig von Mises คือใคร?

Ludwig von Mises เป็นนักเศรษฐศาสตร์ Austrian School มีชีวิตระหว่างปี 1881–1973 และมีผลงานสำคัญด้านทฤษฎีเงินอย่าง Human Action, Praxeology และ Economic Calculation ส่วนงานสำคัญของเขาก็จะมี The Theory of Money and Credit, Socialism และ Human Action

Human Action คืออะไร?

ในกรอบของ Mises นั้น Human Action คือการกระทำอย่างมีจุดหมายของมนุษย์ กล่าวอย่างง่ายคือมนุษย์มองเห็นสภาพที่ต้องการเปลี่ยนและเลือกใช้ Means บางอย่างเพื่อพยายามไปถึง Ends ที่ต้องการ การเลือกไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จจึงจะนับเป็น Action ในความหมายนี้

Praxeology คืออะไร?

Praxeology คือกรอบการศึกษาทั่วไปเกี่ยวกับ Human Action ที่ Mises พัฒนาขึ้น โดยเขามอง Economics เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ที่กว้างกว่านี้

Mises ไม่ใช้ข้อมูลจริงเลยหรือ?

พูดแบบนั้นแรงเกินไป Mises ให้บทบาทกับข้อมูลและประวัติศาสตร์ในการทำความเข้าใจเหตุการณ์จริง แต่ Methodology ของเขาแยก Economic Theory ออกจากการศึกษาประวัติศาสตร์ และมองทฤษฎี Praxeology ว่าพัฒนาผ่านการให้เหตุผลแบบ Deductive หรือการอนุมานเอาเองจาก Human Action มากกว่าการสร้างกฎพื้นฐานจากการทดลองเชิงประจักษ์แบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

Economic Calculation Problem คืออะไร?

เป็นข้อโต้แย้งของ Mises ว่า หากไม่มีตลาดและราคาตัวเงินสำหรับปัจจัยการผลิต ผู้วางแผนจะขาดเครื่องมือสำคัญสำหรับเปรียบเทียบต้นทุนของทางเลือกการผลิตที่แตกต่างกันในเศรษฐกิจซับซ้อน

Mises กับ Hayek คิดเหมือนกันทุกเรื่องไหม?

ไม่ ทั้งคู่เป็นนักคิดสำคัญของ Austrian School และมีแนวคิดที่เชื่อมโยงกันหลายด้าน แต่มีความแตกต่างทั้งเรื่อง Methodology และจุดเน้นทางทฤษฎี ตัวอย่างหนึ่งที่เราเพิ่งเจอคือ Mises เน้น Economic Calculation ขณะที่ Hayek พัฒนาเรื่อง Knowledge Problem อย่างโดดเด่นในงานของเขา

Ludwig von Mises เกี่ยวข้องกับ Bitcoin หรือไม่?

ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง Mises เสียชีวิตในปี 1973 ก่อน Bitcoin หลายสิบปี การเชื่อม Mises กับ Bitcoin ในปัจจุบันเป็นการนำทฤษฎีเกี่ยวกับ Money, Value และ Human Action ของเขามาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่สิ่งที่ Mises เขียนเกี่ยวกับ Bitcoin เอง


แล้วเศรษฐกิจอยู่ตรงไหนกันแน่?

เราเริ่มบทความนี้จากคนคนเดียว

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา

แล้วหิว

แค่นั้นเอง

เขามีสภาพที่ไม่พอใจความรู้สึกของตัวเอง ณ ขณะนั้น

จากนั้นเขาก็มีเป้าหมาย

จากนั้นเขาก็มีทางเลือก

จากนั้นเขาก็ต้องตัดสินใจ

จากนั้นเขาก็ต้องเสียบางทางเลือกไป

จากคนหนึ่งคน

เราเพิ่มอีกคนเข้ามา

จากนั้นเขาก็เกิด Exchange

แล้วมันก็ขยายเพิ่มเป็นพันคน เป็นหมื่นคน เป็นล้านคน

จนเกิด Market

จากนั้นก็มี Money

จากนั้นก็มี Prices

จากนั้นก็มี Profit

จากนั้นก็มี Loss

จากนั้นก็มี Saving

จากนั้นก็มี Investment

จากนั้นก็มี Entrepreneur ที่กำลังเดาว่าคนอื่นจะต้องการอะไรในอนาคต ?

สุดท้ายมันกลายเป็นสิ่งมหึมาที่เราเรียกว่า

เศรษฐกิจ

แต่พอเอาโยนทิ้ง GDP + CPI + ดอกเบี้ย + กราฟ + สมการ

และตัวเลขทั้งหมดออกไป

ข้างใต้แม่งก็ยังเป็นเรื่องเดิม นั่นก็คือ

คนกำลังเลือก

ผมเลยกลับมาสงสัยว่า

ถ้าเศรษฐกิจทั้งระบบเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของคนเป็นล้าน ๆ คน…

ถ้าเราเริ่มต้นศึกษาจากตัวเลข แล้วลืมคนที่กำลังตัดสินใจอยู่ข้างใต้ตัวเลขเหล่านั้น เราจะเข้าใจมันได้จริงๆเหรอวะ ?

Similar Posts

  • เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร? ฉบับคนไม่เรียนเศรษฐศาสตร์

    พักหลังๆมานี่ผมมักจะมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเวลาที่เราได้ยินคำว่า เศรษฐศาสตร์ หลายคนน่าจะนึกถึงอะไรประมาณนี้ใช่มะ ? แล้วก็อาจมีอาจารย์สักคนยืนชี้กราฟอยู่หน้าห้อง แต่พอผมเริ่มอ่าน เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ผมกลับเจออะไรบางอย่างที่แปลกกว่านั้น มันเริ่มจากสิ่งที่ธรรมดามาก ๆ อย่างเช่นคำว่า มนุษย์ มนุษย์ต้องการอะไร ? มนุษย์จะเลือกอะไร ? ทำไมเราถึงยอมแลกของที่เรามีกับของของคนอื่น ? ราคาของแต่ละสิ่งนั้นมาจากไหน ? แล้วคนเป็นล้าน ๆ คนที่แม่งไม่รู้จักกันเลย… ร่วมมือสอดประสานการผลิตของทั้งเมืองเข้าด้วยกันได้ยังไง ? ผมเลยอยากลองทำอะไรแบบเดิมๆ แทนที่จะเริ่มจาก Definition ของคำศัพท์ต่างๆนั้น เราลองสร้างเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาจากคนธรรมดาคนหนึ่งกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยดูว่าสุดท้ายมันจะพาเราไปถึงไหน ? 1. เริ่มจากกาแฟหนึ่งแก้วก่อน ผมสมมุติให้ตอนนี้เป็น 8 โมงเช้า แสงแดดกำลังสาดส่องมาเลย ผมเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆเลย แล้วเมื่อคืนผมได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง ตาจะปิดอยู่ละ แล้วมีคนเอากาแฟมาให้ผมแก้วหนึ่ง ผมอาจจะยอมจ่ายค่ากาแฟแก้วละ 100 บาท โอเค ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณเอากาแฟแก้วเดียวกันมาให้ผมตอน 4 ทุ่ม ผมอาจตอบว่า เอ๊ะ….แต่เดี๋ยวก่อนนะ……

  • Hayek: ทำไมรัฐบาลไม่ควรผูกขาดการสร้างเงิน?

    คุณลองนึกภาพดูนะ เวลาที่เราไปซื้อกาแฟ มันจะมีร้านให้เราเลือก ยิ่งเวลาที่เราไปซื้อโทรศัพท์ มันจะมี Apple Samsung Google Xiaomi หากพูดถึงเวลาที่เราจะเลือกซื้อรถ มันก็จะมีเป็นสิบ ๆ ยี่ห้อ ซึ่งหากว่าบริษัทไหนทำของที่ห่วยแตกแดกไม่ลง หรือแม้กระทั่งบริการห่วย หรือบางทีราคาแพงเกินไป เราก็จะเปลี่ยนไปซื้อของอีกบริษัทนึงได้ ซึ่งฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่…มันจะมีของอยู่อย่างหนึ่งที่เราแทบไม่เคยจะตั้งคำถามกับมันเลย นั่นก็คือ เงิน เงินบาทที่ผมใช้ทุกวัน มันเป็นเหมือนกับปลาและหนองน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าปลามันอยู่ในน้ำทุกวันมันก็คงไม่เคยตั้งคำถามว่าน้ำคืออะไร? ผมคิดว่าปลามันอาจจะมองโบ๋ใส่น้ำก็เป็นได้ พอมันใกล้กันเกินไปมันก็เหมือนจุดใต้ตำตอที่เรามักจะมองผ่านๆ เรื่องเงินที่เราใช้อยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ซึ่งมันไม่ได้มี มันไม่ได้มีตัวเลือกให้ผม และผมก็ไม่มีสิทธิ์เลือกซะด้วย เอ๊ะ…ทำไมกัน ? แล้ววันหนึ่งผมก็ไปเจอคำถามประหลาด ๆ ของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งมีนามว่า Friedrich Hayek หากเราพูดว่า การแข่งขันสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องพยายามรักษาคุณภาพให้ได้มากที่สุด… แต่แล้วทำไม เงินถึงไม่ต้องแข่งขันกันวะ? 1. Hayek คือใคร? ก่อนที่เราจะไปถึงเรื่องเงิน เรามาทำความรู้จักกับเจ้าของคำถามนี้กันก่อนดีกว่า Friedrich August von Hayek เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เกิดในปี 1899 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับ Austrian…

  • Austrian Business Cycle Theory อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร?

    ในบทความที่แล้วเรื่อง Ludwig von Mises เราเคยคุยกันไปแล้วว่า “ราคา” ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่า “ของชิ้นนี้กี่บาท” แต่… คำว่า “ราคา” นั้นยังเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก ๆ ซึ่งมันช่วยให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้ว่าจะสั่งของเพิ่มไหม ?ช่วยให้โรงงานตัดสินใจว่าจะซื้อเครื่องจักรหรือเปล่า ? และช่วยให้ Entrepreneur เปรียบเทียบว่า Project ไหนควรทำ Project ไหนควรโยนทิ้งไป แต่มันจะมีราคาตัวหนึ่งที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านหน่อยเพราะมันไม่ได้เชื่อมแค่คนซื้อกับคนขาย แต่สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้มันกำลังเชื่อม วันนี้ เข้ากับ อนาคต ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ดอกเบี้ย สมมุติว่าผมกำลังคิดจะสร้างโรงงานใหม่ ผมเปิด Excel ขึ้นมา จากนั้นใส่ค่าเช่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร ค่าแรง ราคาขาย จำนวนเงินที่ต้องกู้ แล้วนั่งคำนวณอยู่ครึ่งวัน ผลออกมาว่า… ไม่คุ้มว่ะ ต้นทุนของ “เงินลงทุน” มันสูงเกินไป ผมก็เลยตัดสินใจปิด Excel แล้วไปกินกาแฟที่ร้าน Latte Man ซะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ผลปรากฏว่าดอกเบี้ยลดลง!!! ผมเลยเอา Project…

  • Bitcoin เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เงิน และรัฐได้หรือไม่ ?

    สมมุติว่าวันนี้ผมมีเงินอยู่ 1,000 บาท จากนั้นผมก็เปิดกระเป๋าดู โอเค ผมเจอแบงค์ 1,000 บาท ของผมยังอยู่ครบ ไม่มีใครขโมยไปจากกระเป๋าของผมได้ ไม่มี Hacker มาฉกเอาไป ไม่มี Scam มาหลอกลงทุน และไม่มีใครเอาเงินออกจากบัญชีผมได้แม้แต่บาทเดียว แต่ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ผมอยากชวนคิดเรื่องหนึ่งก่อน ว่า… Bitcoin เงิน และรัฐ สามคำนี้ดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน แต่พอผมเขียนเรื่องราวของ Bitcoin มาเรื่อย ๆ ผมกลับพบว่ามันหนีกันไม่พ้นเลย ปัญหาของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ธนบัตรใบนั้นก็ยังเขียนว่า 1,000 บาท เหมือนเดิม แต่ของที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 1,000 บาทนั้น… อาจจะซื้อของได้น้อยลง เอ่อ…มันแปลกดีนะ ไม่มีใครเอาเงินของผมไป แต่ผมรู้ตัวว่ามีบางอย่างที่หายไป และสิ่งที่หายไปไม่ใช่ตัวเลข แต่มันคือ กำลังซื้อ หรือ อำนาจซื้อ ที่หดหายไป แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าหน่วยเงินที่ผมใช้อยู่ควรถูกสร้างเพิ่มได้เท่าไร ? ใครเป็นคนกำหนดว่าอำนาจซื้อของธนบัตรของผมนั้นมันควรหายไปเท่าไร ? อะไรที่มีผลต่ออำนาจซื้อของธนบัตรใบ 1,000 ของผมบ้าง…

  • Bitcoin และ Austrian Economics เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

    Bitcoin Austrian Economics เป็นสองคำที่ตอนแรกผมไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนที่ผมเริ่มศึกษา Bitcoin ผมไม่ได้เริ่มจากตัวเศรษฐศาสตร์ แต่ผมเริ่มจาก Technology ล้วน ๆ เพราะผมมาจากสายงานทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการพยายามทำความเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานยังไง ซึ่งก็เผาเวลาไปหลายวันหลายคืน กับหลายๆหัวข้อ หลายๆ Topic ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Transaction UTXO Private Key Digital Signature Mining Node Blockchain จนไปถึง Lightning Network ยิ่งขุดลงไปก็ยิ่งเจอของที่ต้องให้เรียนอีกเยอะชิบหายวายป่วง แต่พอวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่า เออ…กูพอจะเข้าใจแล้วว่า Bitcoin มันทำงานยังไง กลับมีอีกคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาแทน แล้วทำไมต้องสร้างของแบบนี้ขึ้นมาวะ? ทำไม Bitcoin ต้องมีจำนวนจำกัด? ทำไม Bitcoin ถึงต้องไม่มีบริษัทคอยดูแล Database? ทำไมต้องเปลืองไฟฟ้าในการทำ Proof of Work มากมายก่ายกองขนาดนั้น? ทำไม Node Server…

  • Bitcoin คือ Hard Money หรือไม่? ทำไมเงินดิจิทัลถึงมี Limit ได้

    ประโยคที่ว่า Bitcoin Hard Money เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาเอา Bitcoin ไปเปรียบเทียบกับทองคำ และเหตุผลที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น” ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี แต่เดี๋ยวก่อน… สมมุติว่าผมมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง หินก้อนนี้พิเศษมาก ซึ่งมันมีอยู่ ก้อนเดียว บนโลกใบนี้ ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้ ไม่มีโรงงานไหนผลิตได้ ไม่มีเหมืองที่จะสามารถไหนขุดเจอได้อีก Scarce ชิบหายเลย Scarce แบบเหี้ย ๆ ผมเลยตั้งราคามันไว้ที่ก้อนละ… 10 ล้านบาท !!! มีใครซื้อไหม ? … ไม่มี 😂 อ่ะ…ทีนี้แหละมีปัญหาแล้ว เพราะเวลาเราพูดถึง Bitcoin เรามักได้ยินเหตุผลง่าย ๆ ว่า Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงมีค่า แต่ทว่า… ของมีน้อย = ของมีค่า ฉะนั้นแล้วก้อนหินโง่…