Hayek กับแนวคิดการแข่งขันของสกุลเงินและการผูกขาดการสร้างเงิน

Hayek: ทำไมรัฐบาลไม่ควรผูกขาดการสร้างเงิน?

คุณลองนึกภาพดูนะ เวลาที่เราไปซื้อกาแฟ

มันจะมีร้านให้เราเลือก

ยิ่งเวลาที่เราไปซื้อโทรศัพท์

มันจะมี Apple

Samsung

Google

Xiaomi

หากพูดถึงเวลาที่เราจะเลือกซื้อรถ

มันก็จะมีเป็นสิบ ๆ ยี่ห้อ

ซึ่งหากว่าบริษัทไหนทำของที่ห่วยแตกแดกไม่ลง

หรือแม้กระทั่งบริการห่วย

หรือบางทีราคาแพงเกินไป

เราก็จะเปลี่ยนไปซื้อของอีกบริษัทนึงได้

ซึ่งฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดามาก

แต่…มันจะมีของอยู่อย่างหนึ่งที่เราแทบไม่เคยจะตั้งคำถามกับมันเลย นั่นก็คือ

เงิน

เงินบาทที่ผมใช้ทุกวัน มันเป็นเหมือนกับปลาและหนองน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าปลามันอยู่ในน้ำทุกวันมันก็คงไม่เคยตั้งคำถามว่าน้ำคืออะไร? ผมคิดว่าปลามันอาจจะมองโบ๋ใส่น้ำก็เป็นได้ พอมันใกล้กันเกินไปมันก็เหมือนจุดใต้ตำตอที่เรามักจะมองผ่านๆ

เรื่องเงินที่เราใช้อยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ซึ่งมันไม่ได้มี

มันไม่ได้มีตัวเลือกให้ผม และผมก็ไม่มีสิทธิ์เลือกซะด้วย เอ๊ะ…ทำไมกัน ?

แล้ววันหนึ่งผมก็ไปเจอคำถามประหลาด ๆ ของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งมีนามว่า

Friedrich Hayek

หากเราพูดว่า การแข่งขันสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องพยายามรักษาคุณภาพให้ได้มากที่สุด…

แต่แล้วทำไม

เงินถึงไม่ต้องแข่งขันกันวะ?


1. Hayek คือใคร?

ก่อนที่เราจะไปถึงเรื่องเงิน

เรามาทำความรู้จักกับเจ้าของคำถามนี้กันก่อนดีกว่า

Friedrich August von Hayek เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เกิดในปี 1899 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับ Austrian School และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับ เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย

ซึ่งผลงานของ Hayek นั้นกว้างชิบหายวายป่วง

เริ่มตั้งแต่

  • Business Cycle
  • Knowledge
  • Price System
  • Law
  • Political Philosophy
  • Spontaneous Order

ไปจนถึง Monetary System

ซึ่งในปี 1974 เขาได้รับรางวัล Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel ร่วมกับ Gunnar Myrdal สำหรับงานเขียนที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเงินและความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสถาบันต่างๆ

แต่เรื่องที่เราจะลงหลุมกันวันนี้นั้น…

มันเกิดขึ้นช่วงบั้นปลายชีวิตทางวิชาการของเขา

เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ระดับพระกาฬคนนี้ เริ่มตั้งคำถามที่แรงมากขึ้นเกี่ยวกับระบบการเงินที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน


2. ทำไมเราถึงคิดว่าเงินต้องมาจากรัฐเท่านั้น?

ลองถามคำถามง่าย ๆ กับตัวเองหรือคนรอบข้างดูว่า

ใครสร้างเงินบาท?

เรารู้ว่ามีระบบธนาคารกลาง กฎหมาย และสถาบันการเงินที่ให้การรองรับระบบเงินบาท

แต่ลองเปลี่ยนคำถามใหม่สิ แบบว่า

พอมาอีตรงนี้มันเริ่มแปลกๆละ

เพราะถ้าผมเปิดร้านกาแฟที่รสชาติและบริการห่วยแตก

คุณสามารถเดินไปร้านข้าง ๆ ได้เลยทันที

ถ้าผมทำโทรศัพท์ห่วยแตก พังง่าย Spec กระจอก

คุณก็สามารถเปลี่ยน Brand ได้ทันที

แต่ถ้าระบบการเงินที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมันดันมีปัญหา…

ทางเลือกในการใช้ชีวิตประจำวันอาจไม่ได้ง่ายแบบนั้น

และแล้ว Hayek จึงเริ่มตั้งคำถามกับ government monopoly over currency issuance

และในช่วงทศวรรษ 1970 เขาเสนอแนวคิดที่เป็นผลงานอันโด่งดังของเขาชื่อว่า

The Denationalisation of Money

ผลงานชิ้นนี้เสนอให้มนุษย์เราคิดถึงระบบที่ สกุลเงินที่ให้บริการโดยเอกชนหลายราย เพื่อให้สามารถแข่งขันกันได้ ทดแทนกรณีที่มีผู้ผูกขาดการออกเงินเพียงรายเดียว โดยผู้ใช้สามารถเลือกว่าจะถือหรือทำธุรกรรมด้วยเงินของใคร

ผมสารภาพเลยว่าตอนที่ผมอ่านครั้งแรกก็ประมาณแบบ…

เดี๋ยวนะ!!!

บริษัทออกเงินเอง ?

แล้วแม่งมันจะไม่เละเทะกว่าเดิมเหรอวะ? 😂

และนั่นแหละคือคำถามที่น่าสนใจที่ติดค้างอยู่ในใจผมตลอดมา


3. สมมุติว่าธนาคารสามแห่งแย่งกันออกเงินเป็นของตัวเอง

ผมจะลองสร้างโลกสมมุติขึ้นมานะ

มีบริษัทสามแห่ง

ทั้งสามบริษัทอยากให้ผู้คนกระทำการดังนี้

  • ถือเงินของบริษัทตัวเอง
  • รับเงินของบริษัทตัวเอง
  • ตั้งราคาสินค้าด้วยเงินของบริษัทตัวเอง

แต่คำถามคือ

ทำไมผมต้องเลือกบริษัท A-Coin?

สมมุติว่าปีแรกนั้นบริษัท A บริหารดีมาก

บริษัท A รักษา Purchasing Power ค่อนข้างเสถียร

ผู้คนเริ่มไว้วางใจ

ร้านค้าเริ่มยอมรับเงินของบริษัท A มากขึ้น

ทีนี้ในปีต่อมาบริษัท A เสือกบอกว่า

ทีนี้แหละปริมาณ Supply ของเงินบริษัท A มันจะพุ่ง

ซึ่งเป็นผลทำให้ Purchasing Power ร่วง

ทีนี้คนที่ถือ A-Coin เริ่มรู้ตัวว่าเงินตัวเองห่วยลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในโลกของ Hayek…

ผู้คนมีทางเลือกในการใช้เงินนอกเหนือจากบริษัท A

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าบริษัทผู้ผลิตเงินนั้นเสือกทำลายคุณภาพการของตัวเอง

ลูกค้าสามารถหนีได้อย่างง่ายดาย

นี่คือหัวใจของไอเดียของเรื่องนี้

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่า

บริษัทเอกชนเป็นคนดี

แต่มันคือ

บริษัทเอกชนก็ต้องเจอการแข่งขัน

ซึ่งทฤษฏีของ Hayek คาดหวังว่าแรงกดดันจากการแข่งขันและชื่อเสียงของบริษัทที่สั่งสมมาจะทำให้ผู้ออกเงินนั้นมีแรงจูงใจรักษากำลังซื้อของสกุลเงิน เพราะถ้าบริหารห่วย ผู้ใช้สามารถย้ายไปหาคู่แข่งได้


4. เงินในโลกของ Hayek นั้นไม่ใช่ Bitcoin นะจ๊ะ

ตรงนี้สำคัญมากนะครับ

มีหลายครั้งหลายหนที่ Bitcoiner อ่านถึงตรงนี้…

สมองจะเริ่มแบบว่า

มันต้องเป็น BITCOIN!!!! แน่นอน!!!!

เย็นไว้พ่อหนุ่ม…

เนื่องจากเงินที่ Hayek นำเสนอนั้น มันไม่เหมือน Bitcoin ซะทีเดียว

ซึ่งในโมเดลของนักเศรษฐศาสตร์คนนี้นั้นยังต้องมี Issuer

อ่ะ…เล่าให้ฟังแบบนี้…สมมุติว่า

แล้วอีตัว Issuer หรือว่าบริษัทที่ออกเงินเนี่ยจะต้องบริหาร Supply ของเงินด้วย

ซึ่งถ้า Demand ของเงินนั้นเพิ่มขึ้น ทางบริษัทก็อาจเพิ่ม Supply

แล้วถ้า Demand ของเงินนั้นลดลง ทางบริษัทก็อาจลด Supply

ซึ่งเป้าหมายของ Hayek นั้นไม่ใช่ Supply ต้องคงที่ 21 ล้านเหรียญ

แต่ความหมายอย่างกว้างก็คือให้ผู้ออกเงินทำการแข่งขันกันเพื่อเสนอเงินที่ผู้ใช้มองว่าน่าเชื่อถือมากที่สุด โดย Hayek ให้ความสำคัญกับการรักษากำลังซื้อประกอบกับเสถียรภาพของมูลค่า

ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างออกไปเยอะหลายขุมเลย

แน่นอนว่ามันไม่มี CEO ของ Bitcoin ที่จะคอยดู CPI แล้วประกาศว่า

เพราะงั้นแล้วเนี่ย

Hayek Money ≠ Bitcoin อย่างแน่นอน


5. แล้วสองอย่างนี้เหมือนกันตรงไหน?

สิ่งที่คล้ายคลึงระหว่าง Bitcoin กับระบบการเงินเอกชนที่เขานำเสนอนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่ Monetary Policy เลยแม้แต่น้อย

แต่มันกลับไปอยู่ตรงที่คำถามเรื่อง

Choice

ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ระดับเทพคนนี้ได้ตั้งคำถามว่า

ทำไมประชาชนถึงไม่มีทางเลือกในการเลือกใช้สกุลเงินที่แข่งขันกัน?

แน่นอนว่า Bitcoin ไม่ได้ตอบคำถามนี้ด้วยการสร้างบริษัทออกเงินที่ดีกว่า

แต่ Bitcoin มันทำอะไรที่แปลกประหลาดกว่านั้น

กล่าวคือ Bitcoin มันสร้าง Monetary Network ที่ใครๆก็สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากบริษัทผู้ออก Bitcoin

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงพยายามเชื่อมโยง Bitcoin กับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ผู้โด่งดังคนนี้ และเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งจุดที่ผมเคยแตะไว้ในบทความ Bitcoin Austrian Economics เหมือนกัน

แต่ต้องระวังอีกครั้งนะครับ ย้ำกันชัดๆตรงนี้ไปเลยว่า

Hayek ไม่เคยเห็น Bitcoin มาก่อนในชีวิตของเขาเลย

เพราะเขาเสียชีวิตในปี 1992

แต่ Bitcoin Network เริ่มทำงานในปี 2009

ดังนั้นไอ่ประโยคอย่าง

ผมว่าเป็นประโยคที่แม่งแรงเกินหลักฐานไปเยอะ

สิ่งที่ผมกล้าพูดได้ปลอดภัยกว่านั้นก็คือ

ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ด้าน free banking บางคนมองว่า Bitcoin เข้าใกล้บางแง่มุมของวิสัยทัศน์เรื่องเงินที่ต้องแข่งขันของ Hayek แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องที่ Bitcoin นั้นมีอุปทานตามกฎฉันทามติของโปรโตคอลเท่านั้น แทนที่จะพึ่งผู้ผลิตเงินเอกชนที่ปรับปริมาณเงินเพื่อรักษากำลังซื้อ

นี่คือจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน


6. แล้วทำไม Hayek ไม่ไว้ใจการผูกขาดเงินจากภาครัฐ?

ตรงนี้ต้องแยกแยะให้ดีๆนะครับ

เพราะเขาไม่ได้กำลังจะพูดว่า

รัฐบาลทุกรัฐบาลนั้นเลวทรามต่ำช้า

หรือ

บริษัททุกบริษัทนั้นดีเยี่ยม

แต่ Argument ที่น่าสนใจกว่าคือเรื่องราวของ Incentive

ลองสมมุติให้ผมเป็นผู้ผลิตสินค้าชิ้นหนึ่งเพียงรายเดียวบนโลกใบนี้

แน่นอนว่าลูกค้าไม่มีคู่แข่งให้เลือก

ผมก็สามารถทำแต่ของที่แย่ลงนิดหนึ่ง

ทีนี้ลูกค้าจะไปไหน ? ลูกค้าจะหันไปหาใคร ? ก็ไม่มีใช่ป่ะ ?

ลองคิดกลับกันว่าถ้ามีคู่แข่งสิบราย

ในๆทุกครั้งที่ผมลดคุณภาพของสินค้าลง

ผมก็ต้องคิดแล้วว่า

ลูกค้าจะหนีไหม ?

นี่แหละครับคือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ต้องการเอากลไกแบบนี้เข้ามาในระบบเงิน

ในงานและบทสัมภาษณ์ช่วงหลังๆของเขานั้น เขาวิพากษ์วิจารณ์การผูกขาดเงินของรัฐอย่างรุนแรง และเสนอการแข่งขันของสกุลเงินที่เป็นทางเลือก แม้ว่าตัวของ Hayek เองก็ยอมรับว่าข้อเสนอของเขามีความเป็น “utopian” ในทางการเมืองสูงมาก เพราะรัฐบาลไม่น่าจะยอมให้เกิดการแข่งขันดังกล่าวง่าย ๆ ซึ่งเขาเคยให้บท Interview ในมุมมองทางการเมืองของเขาเองไว้ในหลายๆสำนักพิมพ์ด้วย

ผมว่าตรงนี้น่าสนใจมาก

เพราะแม้แต่คนเสนอไอเดียเองก็ไม่ได้บอกว่า

พรุ่งนี้ทำเลย ง่ายมาก

มันไม่ใช่แบบนั้นเลย และเขาก็เคยมีประโยคฮิตติดปากและโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้นั่นก็คือประโยคที่ว่า

“เราไม่สามารถมีเงินที่ดีได้อีกแล้ว”


7. คำถามก็คือ Competition แก้ทุกอย่างจริงหรือ?

นี่คือส่วนที่ผมไม่อยากจะตัดออกเด็ดขาดเลยสำหรับบทความนี้

เพราะถ้าเราหยุดบทความไว้ตรงนี้

มันก็จะกลายเป็น

แต่ในโลกความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

นักเศรษฐศาสตร์ตั้งคำถามกับข้อเสนอของ Hayek หลายเรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น

ถ้ามีเงิน 20 สกุลเงิน…

ร้านค้าต้องติดราคาทั้งหมด 20 แบบเลยไหม?

แล้วระบบ Accounting ต้องทำยังไง?

แล้ว Contract หรือสัญญาทางธุรกิจในระยะยาวจะต้องใช้เงินอะไร?

แล้ว Exchange Rate ระหว่างสกุลเงินแต่ละตัวนั้นผันผวนแค่ไหน?

แล้ว Network Effects จะทำให้สุดท้ายแล้วพวกเราจะเหลือเงินเพียงไม่กี่สกุลหรือเปล่า?

แล้วถ้าผู้ออกเงินที่เป็นเอกชนนั้นมีแรงจูงใจในการสร้างเงินเพิ่มมหาศาลก่อนที่ระบบจะพังล่ะ?

แล้วถ้าคนแห่หนีออกจาก Currency A พร้อมกันจะเกิดอะไรขึ้น?

และนี่จึงเกิดเป็นงานวิจารณ์เกี่ยวกับระบบเงินที่แข่งขันชี้ถึงความเป็นไปได้ของความผันผวนระหว่างสกุลเงิน ปัญหาการเปลี่ยนสกุลเงิน และคำถามว่าการแข่งขันเพียงอย่างเดียวจะรับประกันเสถียรภาพได้จริงหรือไม่ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สาย free banking บางคนก็วิจารณ์กลไกของ Hayek แม้จะสนับสนุนการแข่งขันทางการเงินในภาพกว้างก็ตาม และแน่นอนว่าข้อเสนอของ Hayek ก็มีข้อวิจารณ์ แม้ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุน Currency Competition

นี่ทำให้เรื่องนี้สนุกขึ้นเยอะมากๆเลยล่ะ (สนุกมึงคนเดียวสิ)

เพราะคำถามไม่ใช่คำว่า

Hayek ถูกหรือผิด?

แต่มันคือ

Competition ที่ใช้ได้กับสินค้าอื่นๆนั้น จะทำงานกับ Money ได้เหมือนกันไหม?


8. เงินนั้นมี Network Effect ที่แปลกกว่าสินค้าทั่วไป

ผมมี iPhone

คุณมี Android

แน่นอนว่าเราสองคนยังไปกินข้าวด้วยกันได้

แต่เงินหรือ Money เนี่ย มันต่างออกไป

ซึ่งไอ่ตัว “เงิน” เนี่ยมันจะมีประโยชน์มากขึ้นก็ต่อเมื่อ

คนอื่นก็ยอมรับเงินเดียวกับเรา

ถ้าผมมีเหรียญ Fuck Coin อยู่คนเดียวทั้งประเทศ

ถึงปริมาณ Supply ของ Fuck Coin นั้นจะ Perfect แค่ไหนก็ตาม…

มันก็เอาไปซื้อก๋วยเตี๋ยวไม่ได้

สิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้การแข่งขันของเงินนั้นไม่เหมือนการแข่งขันของกาแฟหรือโทรศัพท์เสียทีเดียว

ซึ่งเงินหรือ Money เนี่ยมันมีสิ่งที่เรียกว่า Network Effect

เงินมันมี Switching Cost

เงินมันมี Accounting

เงินมันมี Contracts

เงินมันมี Debt

เงินมันมี Taxes

เงินมันมี Infrastructure

เงินมันมีความคาดหวังของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

เพราะงั้นคำว่า

ปล่อยให้ระบบการเงินแข่งขันกันสิ

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคำถาม

ซึ่งไม่ใช่คำตอบสุดท้าย


9. แล้ว Stablecoin นับไหม?

พอมาถึงโลกปัจจุบัน เรามีวัตถุแปลกประหลาดบางอย่างที่ Hayek ไม่มีโอกาสได้เห็น นั่นก็คือ

  • Cryptocurrency
  • Stablecoin
  • Digital Wallet
  • Instant Global Communication

มันเลยน่าสนใจที่จะถามว่า

นี่คือ Monetary Competition แล้วหรือเปล่า ?

บางส่วนผมก็ว่า “ใช่” ในความหมายธรรมดาที่ว่า “ผู้ใช้มีสินทรัพย์และระบบการชำระเงินหลายแบบให้เลือก”

แต่ Stablecoin จำนวนมากไม่ได้สร้างหน่วยเงินใหม่ที่เป็นอิสระจากเงินรัฐแบบที่นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้จินตนาการเอาไว้

เช่น Stablecoin ที่พยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยน

1 token ≈ 1 USD

ซึ่งมันก็ยังใช้ Dollar เป็น Unit of Account หรือพูดอีกอย่างก็คือเป็น Reference Value อยู่

แต่…มันก็อาจจะเป็นการแข่งขันในเรื่องของ

  • Issuer
  • Settlement Technology
  • Accessibility
  • Custody

มากกว่าการแข่งขันระหว่าง Monetary Standards ที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

ตรงนี้ผมว่าเป็นอีกหลุมหนึ่งที่ควรแยกไปเขียนต่างหาก

ไม่งั้นบทความนี้จะไม่จบได้ง่ายๆ 😂


10. แล้ว Bitcoin ทำอะไรที่แตกต่างออกไปอีก?

อ่ะ…กลับมาที่ Bitcoin กันอีกรอบ

อีแมง Bitcoin เนี่ยมันไม่ได้สัญญาว่า

1 BTC นั้นจะสามารถซื้อกาแฟได้เท่าเดิมตลอดไป

เอาเข้าจริง ๆ แล้วราคามันเหวี่ยงจนบางวันเปิดกราฟขึ้นมาแล้วกูอยากปิดกลับแม่งทันทีเลย 😂

นี่เป็นความแตกต่างขั้นพื้นฐานจากแนวคิดการเงินของนักเศรษฐศาสตร์ผู้โด่งดังคนนี้

ซึ่ง Hayek สนใจผู้ออกเงินที่แข่งขันกันรักษากำลังซื้อของเงิน

แต่ Bitcoin นั้นเสือกมี Issuance Schedule ที่คาดการณ์ได้ตั้งแต่วันแรกที่มันถือกำเนิดขึ้น แต่ว่า Purchasing Power ของ Bitcoin นั้นไม่ได้ถูก Stabilize และกลไกที่ทำให้ Supply แบบนี้เกิดขึ้นได้จริงก็ย้อนกลับไปที่เรื่องราวของ Bitcoin Mining และกฎที่ Bitcoin Node ใช้ตรวจสอบ Blockchain

ซึ่งถ้า Demand เปลี่ยน

ราคา BTC ก็จะเปลี่ยนตาม

เพราะว่า Protocol ของ Bitcoin นั้นมันไม่ได้เพิ่มหรือลด Supply เพื่อดึงราคากลับมาที่ Target ของมัน

นักเศรษฐศาสตร์ที่เปรียบเทียบ Bitcoin กับ Hayek-style currency จึงชี้ตรงนี้เหมือนกันว่า
Bitcoin นั้นมี deterministic supply ในขณะที่ Hayekian issuer ถูกคาดหวังให้ปรับ supply เพื่อรักษามูลค่าของหน่วยเงินให้ค่อนข้างเสถียร

ดังนั้นการบอกว่า

Bitcoin = Hayek’s Money

มันจึงผิดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และในเชิงการออกแบบ ซึ่งเคยมีคนทำบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่าง Bitcoin กับ Hayek-style money ไว้เป็นภาษาอังกฤษด้วย

แต่…

Bitcoin อาจทำให้คำถามของนักเศรษฐศาสตร์วัยเก๋าผู้นี้รุนแรงขึ้นกว่าเดิมไปอีก

เพราะตอนที่เขาเขียนหนังสือนั้น

เขายังต้องจินตนาการถึง

บริษัทที่ออกเงิน

วันนี้เรามีระบบการเงินใหม่ที่เราสามารถถามต่อได้ว่า

แล้วถ้าเงินแข่งขันได้โดยไม่ต้องมีบริษัทผู้ออกเงินเลยล่ะ?

ตรงนี้เริ่มน่าสนใจแล้วใช่มั้ย ?


11. การศึกษาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นจากตรงนี้

อีกอย่างที่ผมชอบในตัวของนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ก็คือ

ความคิดของเขาเองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

เขาไม่ได้เกิดมาแล้วตะโกนว่า

ABOLISH CENTRAL BANKS!!!

นักวิชาการด้าน free banking ชี้ให้เห็นว่า Hayek ในช่วงก่อนหน้านั้นเขาเคยมีท่าทีต่อระบบเงินและ central control ต่างออกไปจากข้อเสนอการแข่งขันของสกุลเงินที่เขาพัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1970 และในภายหลังจากนั้นเอง ผลงานของเขาที่ชื่อ Choice in Currency และ Denationalisation of Money กลายเป็นงานสำคัญที่ช่วยฟื้นความสนใจในระบบเงินแข่งขันอีกครั้ง

ผมว่าตรงนี้ดีมาก

เพราะมันเตือนเราว่า

นักคิดไม่จำเป็นต้องมีความเห็นเดิมๆไปตลอดชีวิต

อ่านข้อมูลใหม่

เจอปัญหาใหม่

แล้วเปลี่ยนความคิดได้

นี่คือสิ่งที่เราควรเอาเป็นแบบอย่าง


12. แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับ Austrian Economics?

ในบทความก่อน เราคุยกันว่า เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ให้ความสำคัญกับ

  • Individual Choice
  • Subjective Value
  • Market Process
  • Prices
  • Knowledge
  • Entrepreneurship

แต่ Hayek ได้ลากยาวเอาคำถามเรื่อง Competition และ Knowledge ไถลออกไปไกลมาก

ถ้าเราเชื่อว่าการแข่งขันช่วยให้ตลาดค้นพบวิธีผลิตกาแฟที่ยอดเยี่ยม

รถยนต์ที่ยอดเยี่ยม

โทรศัพท์ที่ยอดเยี่ยม

หรือ Software ที่ยอดเยี่ยม

และคำถามเด็ดของ Hayek ก็คือ

ทำไม Money ถึงต้องอยู่นอกกระบวนการ Discovery แบบนั้น?

แต่คำถามกลับอีกด้านก็สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ

สินค้าประเภท “เงิน” หรือ Money นั้นจะมี Network Effect และบทบาททางสถาบันที่ไม่เหมือนสินค้าอื่น

ดังนั้น…

เรามั่นใจแค่ไหนว่ากลไกการแข่งขันจะให้ผลแบบเดียวกัน?

ตรงนี้ผมว่าเราเริ่มเป็น Hayek จริง ๆ แล้วนะ

ไม่ใช่การที่จะเอาแต่ท่องว่า

Free Market Is Good™

แต่เป็นการถามว่า

ใครมีข้อมูลเพียงพอที่จะรู้ล่วงหน้าว่าระบบการเงินไหนดีที่สุด?


FAQ

Hayek คือใคร?

Friedrich August von Hayek เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักคิดชาวออสเตรียที่มีผลงานด้าน Monetary Theory, Business Cycles, Knowledge, Price System, Law และ Political Philosophy เขาได้รับรางวัลเศรษฐศาสตร์โนเบลร่วมกับ Gunnar Myrdal ในปี 1974

Hayek ต้องการยกเลิกเงินรัฐบาลหรือไม่?

ในผลงานของเขาที่ชื่อ The Denationalisation of Money ซึ่งเขาได้มีการเสนอให้ยกเลิกสิทธิผูกขาดของรัฐในการออกเงินและเปิดให้สกุลเงินของเอกชนนั้นแข่งขันกันอย่างเสรี อย่างไรก็ตามรายละเอียดของข้อเสนอได้ถูกพัฒนาตลอดชีวิตของเขา และเขาเองยอมรับภายหลังว่าการนำแนวคิดนี้ไปใช้ทางการเมืองก็จะมีอุปสรรคเป็นอย่างมาก

เงินของ Hayek ทำงานอย่างไร?

โดยภาพรวมแล้วเขาเสนอให้ผู้ออกเอกชนเสนอเงินของตัวเองและแข่งขันเพื่อให้ผู้ใช้ยอมรับ โดยแรงจูงใจสำคัญคือการรักษากำลังซื้อและรักษาชื่อเสียงของสกุลเงิน หากบริษัทผู้ออกเงินบริหารห่วยจนผู้ใช้ไม่ไว้วางใจ ผู้ใช้สามารถย้ายไปใช้คู่แข่งได้

Hayek ได้ทำนาย Bitcoin หรือไม่?

เราไม่ควรพูดแบบนั้นเพราะเขาเสียชีวิตในปี 1992 ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ Bitcoin จะเกิดขึ้นเสียอีก เขาไม่ได้เขียนเกี่ยวกับ Bitcoin เลยแม้แต่น้อย แต่แนวคิดเรื่อง Currency Competition ของเขาถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Bitcoin ในภายหลัง

Bitcoin เหมือนเงินที่ Hayek เสนอหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน เงินในข้อเสนอของ Hayek นั้นมี private issuers ที่พยายามรักษากำลังซื้อของสกุลเงิน ส่วน Bitcoin ไม่มีผู้ออกแบบนั้นและใช้กฎการออกเหรียญที่กำหนดใน Code Protocol โดยไม่ได้ปรับ Supply เพื่อรักษาราคา BTC ให้คงที่ และตัว Bitcoin เองก็ใช้กฎของ Protocol ที่ Bitcoin Node แต่ละเครื่องตรวจสอบด้วยตัวเอง

Currency Competition ไม่มีข้อเสียหรือ?

มีคำถามและข้อวิจารณ์หลายด้าน เช่น Network Effects, Exchange-rate volatility, Switching Costs, Accounting, Long-term Contracts และแรงจูงใจของผู้ออกเงินเอง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เห็นตรงกันว่าการแข่งขันของเงินในรูปแบบ Hayek จะสร้างเสถียรภาพได้ตามที่เขาคาดหวังหรือไม่


แล้วถ้าเงินเลือกเราได้…ทำไมเราเลือกเงินไม่ได้?

ตอนแรกที่ผมอ่านงานเขียนของนักเศรษฐศาสตร์คนนี้นั้น

สิ่งที่สะดุดผมไม่ใช่ว่า

เขามีคำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว

ทว่าผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบแบบที่เขาเสนอ ถ้าเอามาใช้จริง ๆ จะออกมาหน้าตายังไง ?

อาจจะดี ?

อาจจะเละ ?

อาจมี Currency เยอะจนปวดหัว ?

หรือสุดท้ายคนอาจเลือกที่จะใช้งานจนเหลือไม่กี่อันก็เป็นได้

แต่คำถามของเขามันติดอยู่ในหัวผมไปซะแล้ว

ในทุกๆวันผมเดินเข้าร้านอะไรบางอย่าง

ผมเลือกได้ว่าจะซื้ออะไร ?

ผมเลือกธนาคารได้

ผมเลือกโทรศัพท์ได้

ผมเลือก Software ได้

ผมเลือกว่าจะเก็บทองได

ผมเลือกว่าจะถือหุ้นได้

ผมเลือกว่าจะถือเงินบาทได้

ผมเลือกว่าจะถือ Bitcoin ได้

หรือไม่ถือแม่งสักอย่างเลยก็ได้

แต่พอเราพูดถึง

“เงิน” หรือ “Money”

เรากลับคุ้นเคยกับโลกที่ทางเลือกหลักถูกกำหนดไว้ให้แล้วจนแทบไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ควรถาม

แน่นอนว่า Hayek อาจตอบผิดก็ได้

ระบบแข่งขันของเขาอาจมีปัญหาที่เขายังมองไม่เห็นล่วงหน้า

แล้ว Bitcoin ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาพูดถูก

แต่หลังจากอ่านเรื่องนี้…

ผมกลับเลิกถามว่า

“เงินที่ดีที่สุดควรเป็นเงินอะไร?”

แต่ผมดันเริ่มสงสัยคำถามอีกแบบนึงแทน

ทำไมต้องมีใครสักคน เลือกเงินที่ดีที่สุดแทนเราวะ?

Similar Posts

  • Bitcoin และ Austrian Economics เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

    Bitcoin Austrian Economics เป็นสองคำที่ตอนแรกผมไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนที่ผมเริ่มศึกษา Bitcoin ผมไม่ได้เริ่มจากตัวเศรษฐศาสตร์ แต่ผมเริ่มจาก Technology ล้วน ๆ เพราะผมมาจากสายงานทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการพยายามทำความเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานยังไง ซึ่งก็เผาเวลาไปหลายวันหลายคืน กับหลายๆหัวข้อ หลายๆ Topic ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Transaction UTXO Private Key Digital Signature Mining Node Blockchain จนไปถึง Lightning Network ยิ่งขุดลงไปก็ยิ่งเจอของที่ต้องให้เรียนอีกเยอะชิบหายวายป่วง แต่พอวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่า เออ…กูพอจะเข้าใจแล้วว่า Bitcoin มันทำงานยังไง กลับมีอีกคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาแทน แล้วทำไมต้องสร้างของแบบนี้ขึ้นมาวะ? ทำไม Bitcoin ต้องมีจำนวนจำกัด? ทำไม Bitcoin ถึงต้องไม่มีบริษัทคอยดูแล Database? ทำไมต้องเปลืองไฟฟ้าในการทำ Proof of Work มากมายก่ายกองขนาดนั้น? ทำไม Node Server…

  • เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร? ฉบับคนไม่เรียนเศรษฐศาสตร์

    พักหลังๆมานี่ผมมักจะมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเวลาที่เราได้ยินคำว่า เศรษฐศาสตร์ หลายคนน่าจะนึกถึงอะไรประมาณนี้ใช่มะ ? แล้วก็อาจมีอาจารย์สักคนยืนชี้กราฟอยู่หน้าห้อง แต่พอผมเริ่มอ่าน เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ผมกลับเจออะไรบางอย่างที่แปลกกว่านั้น มันเริ่มจากสิ่งที่ธรรมดามาก ๆ อย่างเช่นคำว่า มนุษย์ มนุษย์ต้องการอะไร ? มนุษย์จะเลือกอะไร ? ทำไมเราถึงยอมแลกของที่เรามีกับของของคนอื่น ? ราคาของแต่ละสิ่งนั้นมาจากไหน ? แล้วคนเป็นล้าน ๆ คนที่แม่งไม่รู้จักกันเลย… ร่วมมือสอดประสานการผลิตของทั้งเมืองเข้าด้วยกันได้ยังไง ? ผมเลยอยากลองทำอะไรแบบเดิมๆ แทนที่จะเริ่มจาก Definition ของคำศัพท์ต่างๆนั้น เราลองสร้างเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาจากคนธรรมดาคนหนึ่งกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยดูว่าสุดท้ายมันจะพาเราไปถึงไหน ? 1. เริ่มจากกาแฟหนึ่งแก้วก่อน ผมสมมุติให้ตอนนี้เป็น 8 โมงเช้า แสงแดดกำลังสาดส่องมาเลย ผมเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆเลย แล้วเมื่อคืนผมได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง ตาจะปิดอยู่ละ แล้วมีคนเอากาแฟมาให้ผมแก้วหนึ่ง ผมอาจจะยอมจ่ายค่ากาแฟแก้วละ 100 บาท โอเค ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณเอากาแฟแก้วเดียวกันมาให้ผมตอน 4 ทุ่ม ผมอาจตอบว่า เอ๊ะ….แต่เดี๋ยวก่อนนะ……

  • Bitcoin คือ Hard Money หรือไม่? ทำไมเงินดิจิทัลถึงมี Limit ได้

    ประโยคที่ว่า Bitcoin Hard Money เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาเอา Bitcoin ไปเปรียบเทียบกับทองคำ และเหตุผลที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น” ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี แต่เดี๋ยวก่อน… สมมุติว่าผมมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง หินก้อนนี้พิเศษมาก ซึ่งมันมีอยู่ ก้อนเดียว บนโลกใบนี้ ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้ ไม่มีโรงงานไหนผลิตได้ ไม่มีเหมืองที่จะสามารถไหนขุดเจอได้อีก Scarce ชิบหายเลย Scarce แบบเหี้ย ๆ ผมเลยตั้งราคามันไว้ที่ก้อนละ… 10 ล้านบาท !!! มีใครซื้อไหม ? … ไม่มี 😂 อ่ะ…ทีนี้แหละมีปัญหาแล้ว เพราะเวลาเราพูดถึง Bitcoin เรามักได้ยินเหตุผลง่าย ๆ ว่า Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงมีค่า แต่ทว่า… ของมีน้อย = ของมีค่า ฉะนั้นแล้วก้อนหินโง่…

  • Ludwig von Mises คือใคร? ทำไม “Human Action” ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์

    สมมุติว่าผมนั่งอยู่บนโซฟาหนาๆนุ่มๆอย่างสบายใจเฉิบ ซึ่งในตอนแรกๆนั้นผมก็นั่งเล่นมือถืออยู่เฉย ๆ ผ่านไปสักพัก หิว!!! แต่ผมก็ยังไม่ลุกไปไหน ความหิวของผมนั้นก็ยังเป็นแค่ความรู้สึก จนผมเริ่มคิดอะไรบางอย่างในหัวของตัวเองว่า เออ…ไปหาอะไรกินดีกว่า จากนั้นผมก็ลุกขึ้น แล้วผมก็หยิบกุญแจรถมอไซด์ แล้วผมก็ขับออกไปซื้อข้าว ฟังดูเหมือนไม่มีเหี้ยอะไรเลย แต่ๆๆ แต่ถ้ามองแบบ Ludwig von Mises แล้วล่ะก็ มันจะเป็นแบบ ตั้งแต่วินาทีที่ผมรู้สึกว่า สภาพความรู้สึกตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ แล้วผมเลือกทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนมัน นี่หล่ะครับ…เรื่องราวทางเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มขึ้นแล้ว คุณสังเกตเห็นมั้ยว่ามันไม่ต้องมี GDP เลย แถมไม่ต้องมีธนาคารกลางด้วย และก็ไม่ต้องมีกราฟ Supply-Demand อีกต่างหาก ที่สำคัญคือไม่ต้องมีตลาดหุ้น มีแค่… มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเลือก… 1. Ludwig von Mises คือใคร? Ludwig von Mises เกิดในปี 1881 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญของสำนักวิชาเศรษฐศาสตร์ Austrian School งานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ทฤษฎีเงิน วัฏจักรเศรษฐกิจ วิธีศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่วางแผนมาจากส่วนกลาง หนังสือสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาก็มีทั้ง และหนังสือเล่มใหญ่ที่เราจะใช้เป็นแกนของบทความนี้ นั่นก็คือเล่มที่มีชื่อว่า Human…

  • Bitcoin เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เงิน และรัฐได้หรือไม่ ?

    สมมุติว่าวันนี้ผมมีเงินอยู่ 1,000 บาท จากนั้นผมก็เปิดกระเป๋าดู โอเค ผมเจอแบงค์ 1,000 บาท ของผมยังอยู่ครบ ไม่มีใครขโมยไปจากกระเป๋าของผมได้ ไม่มี Hacker มาฉกเอาไป ไม่มี Scam มาหลอกลงทุน และไม่มีใครเอาเงินออกจากบัญชีผมได้แม้แต่บาทเดียว แต่ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ผมอยากชวนคิดเรื่องหนึ่งก่อน ว่า… Bitcoin เงิน และรัฐ สามคำนี้ดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน แต่พอผมเขียนเรื่องราวของ Bitcoin มาเรื่อย ๆ ผมกลับพบว่ามันหนีกันไม่พ้นเลย ปัญหาของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ธนบัตรใบนั้นก็ยังเขียนว่า 1,000 บาท เหมือนเดิม แต่ของที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 1,000 บาทนั้น… อาจจะซื้อของได้น้อยลง เอ่อ…มันแปลกดีนะ ไม่มีใครเอาเงินของผมไป แต่ผมรู้ตัวว่ามีบางอย่างที่หายไป และสิ่งที่หายไปไม่ใช่ตัวเลข แต่มันคือ กำลังซื้อ หรือ อำนาจซื้อ ที่หดหายไป แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าหน่วยเงินที่ผมใช้อยู่ควรถูกสร้างเพิ่มได้เท่าไร ? ใครเป็นคนกำหนดว่าอำนาจซื้อของธนบัตรของผมนั้นมันควรหายไปเท่าไร ? อะไรที่มีผลต่ออำนาจซื้อของธนบัตรใบ 1,000 ของผมบ้าง…

  • Austrian Business Cycle Theory อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร?

    ในบทความที่แล้วเรื่อง Ludwig von Mises เราเคยคุยกันไปแล้วว่า “ราคา” ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่า “ของชิ้นนี้กี่บาท” แต่… คำว่า “ราคา” นั้นยังเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก ๆ ซึ่งมันช่วยให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้ว่าจะสั่งของเพิ่มไหม ?ช่วยให้โรงงานตัดสินใจว่าจะซื้อเครื่องจักรหรือเปล่า ? และช่วยให้ Entrepreneur เปรียบเทียบว่า Project ไหนควรทำ Project ไหนควรโยนทิ้งไป แต่มันจะมีราคาตัวหนึ่งที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านหน่อยเพราะมันไม่ได้เชื่อมแค่คนซื้อกับคนขาย แต่สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้มันกำลังเชื่อม วันนี้ เข้ากับ อนาคต ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ดอกเบี้ย สมมุติว่าผมกำลังคิดจะสร้างโรงงานใหม่ ผมเปิด Excel ขึ้นมา จากนั้นใส่ค่าเช่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร ค่าแรง ราคาขาย จำนวนเงินที่ต้องกู้ แล้วนั่งคำนวณอยู่ครึ่งวัน ผลออกมาว่า… ไม่คุ้มว่ะ ต้นทุนของ “เงินลงทุน” มันสูงเกินไป ผมก็เลยตัดสินใจปิด Excel แล้วไปกินกาแฟที่ร้าน Latte Man ซะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ผลปรากฏว่าดอกเบี้ยลดลง!!! ผมเลยเอา Project…