Bitcoin เงิน และรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ระบบการเงิน และ Bitcoin

Bitcoin เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เงิน และรัฐได้หรือไม่ ?

สมมุติว่าวันนี้ผมมีเงินอยู่ 1,000 บาท

จากนั้นผมก็เปิดกระเป๋าดู

โอเค ผมเจอแบงค์ 1,000 บาท ของผมยังอยู่ครบ

ไม่มีใครขโมยไปจากกระเป๋าของผมได้

ไม่มี Hacker มาฉกเอาไป

ไม่มี Scam มาหลอกลงทุน

และไม่มีใครเอาเงินออกจากบัญชีผมได้แม้แต่บาทเดียว

แต่ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ผมอยากชวนคิดเรื่องหนึ่งก่อน ว่า…

Bitcoin เงิน และรัฐ สามคำนี้ดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน แต่พอผมเขียนเรื่องราวของ Bitcoin มาเรื่อย ๆ ผมกลับพบว่ามันหนีกันไม่พ้นเลย

ปัญหาของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี

ธนบัตรใบนั้นก็ยังเขียนว่า 1,000 บาท เหมือนเดิม

แต่ของที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 1,000 บาทนั้น…

อาจจะซื้อของได้น้อยลง

เอ่อ…มันแปลกดีนะ

ไม่มีใครเอาเงินของผมไป

แต่ผมรู้ตัวว่ามีบางอย่างที่หายไป

และสิ่งที่หายไปไม่ใช่ตัวเลข

แต่มันคือ

กำลังซื้อ หรือ อำนาจซื้อ ที่หดหายไป

แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าหน่วยเงินที่ผมใช้อยู่ควรถูกสร้างเพิ่มได้เท่าไร ?

ใครเป็นคนกำหนดว่าอำนาจซื้อของธนบัตรของผมนั้นมันควรหายไปเท่าไร ?

อะไรที่มีผลต่ออำนาจซื้อของธนบัตรใบ 1,000 ของผมบ้าง ?

ใครเป็นคนกำหนดอัตราดอกเบี้ย ?

ใครกำหนดกติกาของระบบการเงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ?

ใครเป็นคนดูแลระบบที่ผมใช้เก็บออมและรับส่งเงินเหล่านี้ ?

ที่แปลกกว่านั้นก็คือ ผมแทบไม่เคยถามคำถามพวกนี้เลย

เพราะตอนเราเกิดมา ระบบเงินมันก็อยู่ตรงนี้แล้ว

เงินบาทก็อยู่ตรงนี้แล้ว

ธนาคารก็อยู่ตรงนี้แล้ว

ธนาคารกลางหรือ Bank of Thailand มันก็อยู่ตรงนี้แล้ว

เราถูกสอนวิธี ใช้เงิน

แต่ไม่ค่อยมีใครชวนเราถามว่า

เงินมันทำงานยังไง ?

จนกระทั่งปี 2009 มี Software แปลก ๆ ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาบน Internet

ไม่มีบริษัท

ไม่มี CEO

ไม่มีสำนักงานใหญ่

แล้วมันเสนออะไรที่ประหลาดมาก

มันเป็น เงินที่เราสามารถตรวจสอบกฎของมันเองได้

ตั้งแต่นั้นคำถามเรื่อง Bitcoin สำหรับผมเลยเริ่มไม่ใช่แค่ Bitcoin จะราคาขึ้นกี่บาท ?

แต่มันกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ก็คือ…

ถ้าคนเราสามารถเลือกว่าจะ ถือ รับ ส่ง และตรวจสอบกฎของเงินได้ด้วยตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เงิน และรัฐจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ?


1. ก่อนมี Bitcoin เงินและรัฐเกี่ยวข้องกันยังไง?

เวลาที่เราพูดว่า “เงินของผม” มันฟังดูง่ายและไม่มีอะไรในประโยคแอบแฝง

แน่นอนว่าผมทำงาน

ได้เงินเดือน

เงินเข้าบัญชี

มันก็ต้องเป็นก็เงินของผมดิ

แต่ถ้าหากเราลองแกะระบบข้างใต้มันออกมาดู อันดับแรกเลยเราจะเห็นได้ว่า

เงินที่ผมใช้ถูกนิยามอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นคนดำเนินนโยบายทางการเงิน

กระทรวงการคลังแห่งรัฐบาลไทยก็ได้ดำเนินนโยบายทางการคลัง

ธนาคารพาณิชย์รับฝากเงินและก็ปล่อยสินเชื่อ

จากนั้นเราก็มีระบบ Payment ช่วยให้เงินบาทนั้นวิ่งไปวิ่งมาระหว่างผู้คน

จากนั้นรัฐเก็บภาษีจากพวกเราไป

แล้วก็มีศาลคอยบังคับสัญญาทางแพ่งและพาณิชย์ต่างๆ

แล้วเราก็มีหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงิน อย่างพวก ก.ล.ต.

จริง ๆ แล้วระบบเงินมันไม่ได้ลอยอยู่ด้วยตัวมันเองคนเดียว

มันอยู่ใน ระบบของสถาบัน กฎหมาย และความเชื่อใจ ขนาดใหญ่มากแบบมหึมา

และต้องพูดให้แฟร์ด้วยว่า

ระบบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะมีใครตื่นในตอนเช้าแล้วคิดว่า

วันนี้กูจะควบคุมประชาชนทุกคน !!!

แน่นอนว่าสถาบันทางการเงินเหล่านี้นั้นทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

ธนาคารสำหรับปล่อยสินเชื่อและ Leasing

Fund Manager ช่วยบริหารความเสี่ยง

Banking ให้บริการชำระเงิน

รัฐสร้างกฎหมายและกระบวนการระงับข้อพิพาท

ธนาคารแห่งประเทศไทยก็พยายามรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและดำเนินนโยบายการเงิน

ปัญหาที่น่าสนใจสำหรับผมจึงไม่ใช่

รัฐ = เลว

หรือ

ธนาคาร = เลว

ถ้าจะพูดแบบนั้นมันง่ายเกินไป

แต่ผมคิดว่ามันมีคำถามที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ

ในระบบนี้ ใครมีอำนาจทำอะไรกับเงินได้บ้าง ?

นี่จึงเป็นคำถามเด็ดเลย เพราะว่าก่อนที่จะมี Bitcoin นั้น

คำถามบางอย่างแทบไม่มี Alternative ให้ทดลองเสียด้วยซ้ำ


2. แล้ว Austrian Economics เข้ามาเกี่ยวอะไร ?

หากเราย้อนไปหลายร้อยปีก่อนที่ Bitcoin จะเกิด นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Carl Menger ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือ On The Origins of Money ก็ได้ตั้งคำถามว่า เงินเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

และถ้าหากว่าเราอยากทราบเรื่องราวของหลักเศรษฐศาสตร์ที่ Bitcoin ใช้ เราจะต้องไปศึกษาเศรษฐศาสตร์ออสเตรียอย่างลึกซึ้งอีกทีนึง เนื่องจาก Bitcoin นั้นเกิดขึ้นมาบนหลักคิดนี้

ส่วนคำถามที่ 2 ของเขาก็คือ แล้วทำไมของบางอย่างถึงค่อย ๆ กลายเป็น Medium of Exchange ?

และในเวลาต่อมา Ludwig von Mises ผู้ที่เขียนหนังสือ The Theory of Money and Credit อันโด่งดังก็พยายามอธิบายเรื่องเงินผ่านทฤษฎีมูลค่า การแลกเปลี่ยน และ Human Action

ส่วน Friedrich Hayek ก็ฟุ้งไปไกลถึงขั้นตั้งคำถามว่า

ทำไมการออกเงินต้องถูกผูกขาดโดยสถาบันเดียว ?

พอมาถึงตรงนี้ต้องระวังนิดนึงนะครับ

เนื่องจากว่า Bitcoin ไม่ได้เกิดจาก Austrian Economics โดยตรง

เพราะ Satoshi ไม่ได้เขียนใน Whitepaper ว่า…อ๋อ… “ผมอ่าน Mises จบแล้วเลยสร้าง Bitcoin” ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย และอีกอย่างนึงก็คือพวกนักเศรษฐศาสตร์ Austrain เหล่านี้ตายห่าก่อนที่ Bitcoin จะเกิดเสียอีก

แต่พอ Bitcoin เกิดขึ้น

คำถามหลายข้อที่ Austrian Economics เคยถามเกี่ยวกับ Money นั้น

ดันกลับเอามาคิดต่อยอดกับ Bitcoin ได้อย่างน่าสนใจมาก

โดยเฉพาะเรื่อง

  • Scarcity
  • การสร้างเงิน
  • การแข่งขันของเงิน
  • สิทธิในทรัพย์สิน
  • ใครเป็นคนกำหนดกฎ

เราแกะเรื่องนี้ไว้แล้วในบทความ Bitcoin และ Austrian Economics

แต่ตอนนี้ผมอยากจะหยิบมาแค่คำถามเดียว

ถ้าเงินเป็นสิ่งที่คนเลือกใช้ แล้วผู้คนจำเป็นต้องใช้เงินที่มีกฎแบบเดียวกัน เท่านั้นหรือเปล่า ?


3. เงินเฟ้อทำให้คำถามนี้น่าสนใจขึ้นยังไง ?

กลับไปที่เงินแบงค์ 1,000 บาทในกระเป๋าของผม

ดูจากดาวอังคารก็รู้ว่าตัวเลขบนธนบัตรไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

แต่กำลังซื้อมันเสือกเปลี่ยนได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะบอกว่า

พิมพ์เงิน = ราคาของทุกอย่างขึ้นทันที

อันนี้มันก็ง่ายเกินไปอีก

ซึ่งระดับราคาสินค้าได้รับผลจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • Supply
  • Demand
  • ต้นทุนพลังงาน
  • ค่าแรง
  • Productivity
  • Supply Chain
  • นโยบายการเงิน
  • นโยบายการคลัง

และอีกสารพัดอย่าง

นี่คือเหตุผลที่ในบทความเรื่อง Bitcoin เงินเฟ้อ เราแยกคำสามคำออกจากกัน นั่นก็คือ

  • Money Supply
  • CPI
  • Purchasing Power

ผมบอกได้ว่ามันเกี่ยวข้องกัน

แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

และสิ่งที่ Bitcoin ทำจึงไม่ใช่การล็อกกำลังซื้อของเราไว้ให้คงที่

เพราะว่า Bitcoin ไม่ได้รู้ว่าก๋วยเตี๋ยวปีหน้าจะชามละเท่าไร ?

เพียงแต่สิ่งที่มันทำได้นั้นแคบกว่านั้นอีกมากโข

แต่ก็แปลกมากเหมือนกันเนื่องจากว่า

มันทำให้กฎการออกหน่วยเงินสามารถตรวจสอบได้

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีรูปแบบเงินใดในโลกเคยทำได้มาก่อน


4. Bitcoin เงิน และรัฐ ต่างกันตรงที่กฎการสร้างเงิน

เจ้า Bitcoin เองนั้นมี Supply Schedule ที่กำหนดไว้ใน Code แบบชัดเจน แล้วใน Code นั้นใครก็เห็นว่ามันเขียนว่า “Block Subsidy ลดลงทุก ๆ 210,000 Blocks“

และภายใต้กฎ Consensus ปัจจุบัน ปริมาณ Bitcoin สูงสุดกำลังจะเข้าชนเพดาน 21 ล้าน BTC แล้ว

แต่สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจจริง ๆ ไม่ใช่เลข 21 ล้านนั้นมาจากไหน ? มันจะพอกับมนุษย์ทุกคนหรือเปล่า ?

แต่มันคือคำถามว่า ใครเป็นคนบังคับใช้กฎนี้?

สมมุติ Miner วันหนึ่งบอกว่า

และแน่นอนว่า Miner สามารถสร้าง Candidate Block แบบนั้นได้

แล้วพวกเขาก็ Hash ได้อย่างสบาย ๆ

แล้วพวกเขาก็หา Proof of Work ได้ด้วย !!!

ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ Broadcast Block Homemade นั้นออกมาได้

แต่ถ้า Coinbase Transaction ที่มีการสร้าง Bitcoin เกินกว่าที่ Consensus Rules อนุญาต

พอมันเดินทางมาเจอ Bitcoin Node ที่ตรวจสอบตามกฎเดิมสามารถพูดได้ง่าย ๆ ว่า

ไม่รับ

นั่นหมายความว่า Block ใหม่ Homemade นั้นถึงแม้จะมี Proof of Work แล้วจะกลายเป็น Block ถูกกฎขึ้นมา

เพราะอี Block ที่ผิดกฏยังไงก็เป็น Block ที่ผิดกฏวันยังค่ำ

นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่าง

Miner

กับ

Bitcoin Node

ซึ่งหน้าที่ของ Miner ก็คือเสนอ Block ก็เท่านั้นเอง

ซึ่ง Node Server แต่ละตัวเป็นคนตรวจสอบมัน ซึ่งก็เป็นไปตามในสิ่งที่ซาโตชิได้ออกแบบไว้ตั้งแต่แรกใน Bitcoin Whitepaper


5. Bitcoin Node เปลี่ยนแปลงคำว่า “เชื่อ” ยังไง ?

นี่เป็นส่วนหนึ่งของ Bitcoin ที่ผมชอบมากที่สุด

เพราะตอนแรกที่ผมเรียนเรื่อง Bitcoin ผมก็คิดว่า Node เป็น Server อะไรสักอย่าง

แต่พอแกะลงไปเรื่อย ๆ กลับพบสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น

เพราะ Bitcoin Node ไม่จำเป็นต้องถามใครต่อใครว่า Miner คนนี้น่าเชื่อถือไหม?

แต่สิ่งที่ Node ทำมันก็แค่ตรวจ

  • Block Structure
  • Proof of Work
  • Transaction
  • Input
  • Output
  • Script
  • Signature
  • Coinbase
  • Block Subsidy

และกฎอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ

มันพยายามเปลี่ยนคำถามจาก

กูควรเชื่อมึงไหม ?

มาเป็น

สิ่งที่มึงส่งมา มันผ่านกฎที่กูตรวจสอบอยู่ไหม ?

แน่นอนว่า Bitcoin ไม่ได้กำจัด Trust ออกจากชีวิตมนุษย์

พวกเราเรายังคง Trust Software

Hardware

Supply Chain

เรายัง Trust ในความเข้าใจของตัวเอง

และเรายัง Trust คนอื่นในเรื่องต่าง ๆ อีกมากมายมหาศาล

แต่สำหรับการตรวจสอบกฎบางส่วนของระบบเงิน Bitcoin เปิดทางให้คนธรรมดาสามารถรัน Bitcoin Node แล้ว Verify ด้วยตัวเองได้

อีตรงนี้แหละที่คำว่า

Don’t trust, verify

เริ่มมีความหมายมากกว่าสโลแกนบนเสื้อ และนี่คือจุดหนึ่งที่ทำให้เรื่อง Bitcoin เงิน และรัฐ เริ่มมาเจอกัน เพราะคำถามไม่ได้มีแค่ว่าใครสร้างเงิน แต่รวมถึงใครเป็นคนตรวจสอบกฎของมันด้วย


6. Private Key เปลี่ยนแปลงคำว่า “ของผม” ยังไง ?

ทีนี้ผมอยากให้พวกเรามาดูอีกด้านนึง

สมมุติผมมี Bitcoin เป็นของตัวเอง

แน่นอนว่า Blockchain ไม่มีช่องเขียนว่า

OWNER:
Sarawut
Bangkok, Thailand

เพราะว่าระบบ Bitcoin มันไม่ได้รู้จักชื่อผม

ระบบ Bitcoin มันไม่ได้รู้เลขบัตรประชาชนหรือเลข Passport ของผม

แต่สิ่งที่ระบบ Bitcoin มีคือ UTXO และเงื่อนไขในการ Spend ก็เท่านั้น

ถ้าผมสามารถสร้าง Digital Signature ที่ตอบสนอง Spending Condition ได้

Transaction ก็สามารถผ่านการตรวจสอบได้ได้อย่างง่ายดาย

นี่แหละที่ทำให้เกิดคำว่า

“ผมเป็นเจ้าของ Bitcoin”

บอกตามตรงว่ามันให้ความรู้สึกที่ประหลาดกว่าคำว่าเป็นเจ้าของเงินในบัญชีธนาคารอยู่พอสมควร

เพราะสิ่งที่เราควบคุมจริง ๆ ไม่ใช่ Record ที่เขียนชื่อเราเป็นเจ้าของ

แต่คือความสามารถในการสร้างหลักฐานทาง Cryptography ที่เครือข่ายตรวจสอบได้

ตรงนี้เองที่ Private Key เข้ามา

และนี่ก็เป็นที่มาของประโยคที่ Bitcoiner พูดกันจนแทบกลายเป็นศาสนา

Not Your Keys, Not Your Coins


7. Self-Custody เปลี่ยนบทบาทของตัวกลางหรือเปล่า ?

ถ้าหากว่าคุณมี Bitcoin อยู่บน Exchange

ในทางปฏิบัติก็คือเราพึ่งพา Exchange ให้ควบคุม Key ของเราและดำเนินการถอนตามคำขอของเราผ่าน Mobile Application หรือ Web Application ก็ตาม

แต่ถ้าคุณได้ทำการ Withdraw มาอยู่ใน Wallet ที่เราควบคุม Key เองแล้ว

ความสัมพันธ์มันจะเปลี่ยนไป !!!

เราสามารถสร้าง Transaction และ Sign ด้วย Key ของเราเอง

นี่คือ Bitcoin Self-Custody

แต่ผมไม่อยากกระโดดจากตรงนี้ไปพูดว่า

เพราะฉะนั้นธนาคารไม่มีประโยชน์แล้ว!

เปล่าเลย…มันคนละเรื่องกัน

ธนาคารทำหน้าที่มากกว่าการถือ Private Key เพราะมันยังมีเรื่องราวที่ระบบ Banking ทำก็คือ

  • สินเชื่อ
  • Payment Rail
  • Risk Management
  • Compliance
  • ธุรกิจ
  • บริการทางการเงินอีกสารพัด

เพียงแต่สิ่งที่ Bitcoin แสดงให้เห็นมันแคบกว่านั้น แต่ก็สำคัญมากเช่นกัน นั่นก็คือ

การควบคุมความสามารถในการ Spend สินทรัพย์

ซึ่งตรงนี้แหละที่ Bitcoin ทำให้เรามีอำนาจขึ้นมา เพราะว่าตัว Bitcoin มันทำให้เรามี Alternative Asset ที่ไม่จำเป็นต้องให้สถาบันหนึ่งถือสิทธิ์นั้นแทนเรา

คำถามคือแล้วเราต้องแลกกับอะไร ?

เอ๋า….ก็แลกมากับความรับผิดชอบของเราแบบเต็ม ๆ ยังไงล่ะ

ถ้าหากว่าคุณทำ Seed หาย แน่นอนว่าไม่มี Call Center แล้วกด 0 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่


8. แล้ว Bitcoin แปลว่ารัฐทำอะไรไม่ได้เลยหรือเปล่า ?

ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย

พอมาถึงตรงนี้ เรื่องราวของ Bitcoin เงิน และรัฐ จะเริ่มซับซ้อนขึ้นมาละ เพราะว่า Protocol ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่กฎหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แน่นอนว่า Bitcoin Protocol อาจไม่ถาม Passport ก่อนรับ Transaction

แต่คนที่ใช้งาน Bitcoin ยังอยู่ในโลกของความเป็นจริง

เรามีบ้าน

มีบริษัท

มีรายได้

มีบัญชีธนาคาร

ซื้อสินค้า

ขายบริการ (ฟังดูแปลกๆ)

ใช้ Exchange

และอยู่ภายใต้ระบบกฎหมาย

รัฐสามารถออกกฎกับธุรกิจ

กำกับ Exchange

กำหนดภาษี

กำหนด Reporting Requirement

ควบคุมสถาบันการเงิน

บังคับใช้กฎหมายกับบุคคลและนิติบุคคลภายในเขตอำนาจของตน

นี่คือสิ่งที่บทความ ภาษี Bitcoin และ ภาษีคริปโต 2569 ทำให้เห็นได้ชัดมาก ๆ

เพราะว่า Bitcoin Node อาจเห็นเพียงแค่

แต่โลกของกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่รัฐอาจถามว่า

Transaction นั้นคืออะไร ?

ขายรึเปล่า ?

ค่าจ้างรึเปล่า ?

ซื้อสินค้ารึเปล่า ?

ให้ของขวัญรึเปล่า ?

Self-transfer รึเปล่า ?

ดังนั้นประโยคว่า

เรามี Bitcoin อยู่เหนือรัฐ

สำหรับผมแล้วผมคิดว่ามันกว้างเกินไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ

Bitcoin ทำให้บางสิ่งที่เคยต้องผ่านสถาบัน สามารถเกิดขึ้นในระดับ Protocol ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากสถาบันใด ๆ

นี่มันคนละเรื่องกัน แต่มันก็ทำให้หัวใจของผมพองโตเมื่อได้ยินประโยคด้านบนนี้


9. แล้ว Bitcoin แยกรัฐออกจากเงินได้จริงไหม ?

คำตอบของผมคือ

ไม่รู้

และผมคิดว่า หากเราใช้คำว่า “แยก” อาจแรงเกินไปด้วยซ้ำ

เพราะว่าเงินมันมีหลาย Function ด้วยกัน

แน่นอนว่า Bitcoin สามารถมี Issuance Rules ที่ตรวจสอบได้

Bitcoin สามารถ Settlement โดยไม่ต้องให้ธนาคารแก้ Balance ใน Database ได้

Bitcoin สามารถถือแบบ Self-Custody ได้

Bitcoin สามารถส่งข้ามประเทศผ่าน Network ได้

Lightning สามารถทำ Payment ขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องบันทึกทุก Payment เป็น On-chain Transaction

แต่ Bitcoin ไม่ได้สร้างถนน ไม่ได้สร้างระบบสาธารณูปโภค (อันนี้ผมเขียนประชด)

ไม่ได้ตัดสินข้อพิพาทสัญญาซื้อบ้าน

ไม่ได้ให้สินเชื่อธุรกิจโดยอัตโนมัติ

ไม่ได้ทำให้กฎหมายหายไป

และไม่ได้ทำให้รัฐหายไป

สิ่งที่มันทำคือเพิ่ม เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

และการมีทางเลือกนี่แหละที่ทำให้คำถามเรื่องอำนาจเริ่มน่าสนใจ

เพราะเมื่อก่อนคำถามอาจเป็น

ใครควรควบคุมระบบการเงิน ?

แต่ Bitcoin เพิ่มคำถามใหม่เข้ามาว่า

มีส่วนไหนของระบบเงินบ้างที่ไม่จำเป็นต้องมีใครควบคุมแทนเราตั้งแต่แรก ?


10. Bitcoin เปลี่ยนรัฐ หรือเปลี่ยนประชาชนกันแน่ ?

อันนี้ผมว่าน่าสนใจกว่าเรื่องราคา Bitcoin เสียอีก

เพราะ Bitcoin ไม่ได้เสนอแค่ตัวเองเป็น Asset ใหม่ของโลก

แต่อี Bitcoin เนี่ยมันบังคับให้คนที่อยากเข้าใจมันไปเรียนเรื่องที่ปกติเราไม่เคยสนใจ อาทิเช่น

  • Money Supply
  • Inflation
  • Cryptography
  • Digital Signature
  • Distributed Systems
  • Game Theory
  • Energy
  • Property Rights
  • Tax
  • Monetary History

ซึ่งตัวผมเองก็เริ่มจากการอยากรู้แค่ว่า

Bitcoin Transaction ทำงานยังไง ?

แล้วแม่งมันพากูเดินมาไกลถึง Hayek ได้ยังไงก็ไม่รู้ 😂

บางทีผลกระทบที่สำคัญของ Bitcoin อาจไม่ได้เกิดจากการที่มันไปเปลี่ยนรัฐโดยตรง

แต่อาจเกิดจากการที่คนธรรมดาเริ่มถามคำถามเกี่ยวกับเงินที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะถาม

เงินถูกสร้างยังไง ?

ใครสร้าง ?

สร้างเพิ่มได้แค่ไหน ?

ใครตรวจสอบ ?

ใครถือไว้เยอะสุด ?

ใครหยุด Transaction ได้ ?

และ

กฎของเงินเปลี่ยนได้ยังไง ?

ต่อให้สุดท้ายคนนั้นเลือกที่จะไม่ถือ Bitcoin เลย

แต่คำถามเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน


FAQ — Bitcoin เงิน และรัฐ

Bitcoin เงิน และรัฐเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

Bitcoin เงิน และรัฐ เกี่ยวข้องกันตรงที่ Bitcoin เสนอระบบการออกและโอนสินทรัพย์ดิจิทัลที่กฎสามารถถูกตรวจสอบโดยผู้เข้าร่วมเครือข่ายเอง จึงทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับบทบาทของรัฐ สถาบันการเงิน และประชาชนในระบบการเงินปัจจุบัน

Bitcoin ทำให้รัฐบาลสร้าง Bitcoin เพิ่มได้หรือไม่ ?

รัฐบาลหรือบุคคลใดสามารถรัน Software หรือเสนอการเปลี่ยนกฎได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้ Bitcoin Node อื่น ๆ ยอมรับ Block ใหม่ที่ขัดกับ Consensus Rules ที่ Node เหล่านั้นเลือกใช้ได้

Bitcoin มี 21 ล้านเหรียญตลอดไปแน่นอนหรือไม่ ?

21 ล้าน BTC เป็นผลจากกฎการออก Bitcoin ภายใต้ Consensus Rules ปัจจุบัน กฎ Software สามารถถูกเสนอให้เปลี่ยนได้ แต่การเปลี่ยนที่ไม่เข้ากันกับกฎเดิมต้องเผชิญกับการยอมรับหรือปฏิเสธจากผู้เข้าร่วมเครือข่าย จึงไม่ใช่สิ่งที่คนคนเดียวสามารถเปลี่ยนให้ทุกคนยอมรับได้

Bitcoin ป้องกันเงินเฟ้อได้หรือไม่ ?

Bitcoin มี Issuance Schedule ที่คาดการณ์และตรวจสอบได้ แต่ Fixed Supply ไม่ได้หมายถึง Fixed Price หรือ Fixed Purchasing Power ราคาของ Bitcoin ยังคงเปลี่ยนตามตลาดได้อย่างรุนแรง

Self-Custody หมายความว่าไม่ต้องพึ่งรัฐหรือธนาคารเลยหรือไม่ ?

ไม่ถึงขนาดนั้นเพราะว่า Self-Custody ทำให้ผู้ใช้ควบคุม Key และความสามารถในการ Spend Bitcoin เอง แต่ผู้ใช้ยังอาศัยอยู่ในระบบกฎหมายและเศรษฐกิจ และอาจยังใช้บริการธนาคาร Exchange หรือธุรกิจอื่นอยู่

รัฐสามารถห้าม Bitcoin ได้ไหม ?

รัฐสามารถออกและบังคับใช้กฎหมายต่อบุคคล ธุรกิจ สถาบันการเงิน และบริการต่าง ๆ ภายในเขตอำนาจของตนได้ แต่สิ่งนี้เป็นคนละ Layer กับการที่ Bitcoin Node ตรวจสอบ Transaction และ Block ตามกฎของ Protocol

Bitcoin จะมาแทนเงินของรัฐหรือไม่ ?

ไม่มีใครรู้ครับ เพราะว่า Bitcoin สามารถทำหน้าที่บางอย่างของเงินและระบบชำระเงินได้ แต่การจะถูกใช้เป็นเงินในวงกว้างขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคน ตลาด เทคโนโลยี กฎหมาย และปัจจัยอื่นอีกจำนวนมาก


แล้ว 20 บทความที่ผ่านมา เรากำลังเรียนเรื่องอะไรกันบ้าง ?

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบทความแรก ๆ นั้น

ผมคิดว่าผมกำลังเรียนเรื่อง Bitcoin ซึ่งมันก็จะประกอบไปด้วยเรื่องราวที่ว่า

Transaction ทำงานยังไง ?

UTXO คืออะไร ?

Private Key คืออะไร ?

Digital Signature ตรวจสอบยังไง ?

Miner ทำอะไร ?

Node ทำอะไร ?

Blockchain คืออะไร ?

Lightning ทำงานยังไง ?

แล้วเรื่องก็ไหลไปหา

ใครคือ Menger ?

ใครคือ Mises ?

ใครคือ Hayek ?

เงินเฟ้อคืออะไร ?

Hard Money คืออะไร ?

ภาษีคืออะไร ?

จนสุดท้ายผมเริ่มรู้สึกว่า

จริง ๆ แล้วทั้งหมดนี้อาจไม่ได้กำลังถามว่า

Bitcoin คืออะไร ?

แต่มันกำลังถามว่า

เงินคืออะไร ?

ใครควรมีสิทธิ์สร้างมัน ?

ใครควรมีสิทธิ์ถือมัน ?

ใครควรมีสิทธิ์ส่งมัน ?

แล้วใครควรเป็นคนตรวจสอบว่ากฎของมันถูกทำตามครรลองคลองธรรม ?

แน่นอนว่า Bitcoin ก็มีคำตอบแบบหนึ่ง

และอีระบบเงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มีคำตอบอีกแบบหนึ่ง

และผมก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคำตอบสุดท้ายควรเป็นแบบไหน ?

แต่หลังจากที่ผมแกะมันมาจนถึงตรงนี้

มันก็ได้มีคำถามหนึ่งที่ผมกลับไปมองแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว นั่นก็คือ

ถ้า “เงิน” คืออุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อสะสมเวลาทั้งชีวิตของเรา แล้วทำไมเรื่องกฎของเงินถึงเป็นเรื่องที่คนธรรมดาอย่างเราไม่ควรเข้าใจ ?

Similar Posts

  • Bitcoin คือ Hard Money หรือไม่? ทำไมเงินดิจิทัลถึงมี Limit ได้

    ประโยคที่ว่า Bitcoin Hard Money เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมาก โดยเฉพาะเวลาเอา Bitcoin ไปเปรียบเทียบกับทองคำ และเหตุผลที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น” ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี แต่เดี๋ยวก่อน… สมมุติว่าผมมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง หินก้อนนี้พิเศษมาก ซึ่งมันมีอยู่ ก้อนเดียว บนโลกใบนี้ ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้ ไม่มีโรงงานไหนผลิตได้ ไม่มีเหมืองที่จะสามารถไหนขุดเจอได้อีก Scarce ชิบหายเลย Scarce แบบเหี้ย ๆ ผมเลยตั้งราคามันไว้ที่ก้อนละ… 10 ล้านบาท !!! มีใครซื้อไหม ? … ไม่มี 😂 อ่ะ…ทีนี้แหละมีปัญหาแล้ว เพราะเวลาเราพูดถึง Bitcoin เรามักได้ยินเหตุผลง่าย ๆ ว่า Bitcoin มีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงมีค่า แต่ทว่า… ของมีน้อย = ของมีค่า ฉะนั้นแล้วก้อนหินโง่…

  • Hayek: ทำไมรัฐบาลไม่ควรผูกขาดการสร้างเงิน?

    คุณลองนึกภาพดูนะ เวลาที่เราไปซื้อกาแฟ มันจะมีร้านให้เราเลือก ยิ่งเวลาที่เราไปซื้อโทรศัพท์ มันจะมี Apple Samsung Google Xiaomi หากพูดถึงเวลาที่เราจะเลือกซื้อรถ มันก็จะมีเป็นสิบ ๆ ยี่ห้อ ซึ่งหากว่าบริษัทไหนทำของที่ห่วยแตกแดกไม่ลง หรือแม้กระทั่งบริการห่วย หรือบางทีราคาแพงเกินไป เราก็จะเปลี่ยนไปซื้อของอีกบริษัทนึงได้ ซึ่งฟังดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่…มันจะมีของอยู่อย่างหนึ่งที่เราแทบไม่เคยจะตั้งคำถามกับมันเลย นั่นก็คือ เงิน เงินบาทที่ผมใช้ทุกวัน มันเป็นเหมือนกับปลาและหนองน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าปลามันอยู่ในน้ำทุกวันมันก็คงไม่เคยตั้งคำถามว่าน้ำคืออะไร? ผมคิดว่าปลามันอาจจะมองโบ๋ใส่น้ำก็เป็นได้ พอมันใกล้กันเกินไปมันก็เหมือนจุดใต้ตำตอที่เรามักจะมองผ่านๆ เรื่องเงินที่เราใช้อยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ซึ่งมันไม่ได้มี มันไม่ได้มีตัวเลือกให้ผม และผมก็ไม่มีสิทธิ์เลือกซะด้วย เอ๊ะ…ทำไมกัน ? แล้ววันหนึ่งผมก็ไปเจอคำถามประหลาด ๆ ของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งมีนามว่า Friedrich Hayek หากเราพูดว่า การแข่งขันสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องพยายามรักษาคุณภาพให้ได้มากที่สุด… แต่แล้วทำไม เงินถึงไม่ต้องแข่งขันกันวะ? 1. Hayek คือใคร? ก่อนที่เราจะไปถึงเรื่องเงิน เรามาทำความรู้จักกับเจ้าของคำถามนี้กันก่อนดีกว่า Friedrich August von Hayek เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย เกิดในปี 1899 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับ Austrian…

  • Ludwig von Mises คือใคร? ทำไม “Human Action” ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์

    สมมุติว่าผมนั่งอยู่บนโซฟาหนาๆนุ่มๆอย่างสบายใจเฉิบ ซึ่งในตอนแรกๆนั้นผมก็นั่งเล่นมือถืออยู่เฉย ๆ ผ่านไปสักพัก หิว!!! แต่ผมก็ยังไม่ลุกไปไหน ความหิวของผมนั้นก็ยังเป็นแค่ความรู้สึก จนผมเริ่มคิดอะไรบางอย่างในหัวของตัวเองว่า เออ…ไปหาอะไรกินดีกว่า จากนั้นผมก็ลุกขึ้น แล้วผมก็หยิบกุญแจรถมอไซด์ แล้วผมก็ขับออกไปซื้อข้าว ฟังดูเหมือนไม่มีเหี้ยอะไรเลย แต่ๆๆ แต่ถ้ามองแบบ Ludwig von Mises แล้วล่ะก็ มันจะเป็นแบบ ตั้งแต่วินาทีที่ผมรู้สึกว่า สภาพความรู้สึกตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ แล้วผมเลือกทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนมัน นี่หล่ะครับ…เรื่องราวทางเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มขึ้นแล้ว คุณสังเกตเห็นมั้ยว่ามันไม่ต้องมี GDP เลย แถมไม่ต้องมีธนาคารกลางด้วย และก็ไม่ต้องมีกราฟ Supply-Demand อีกต่างหาก ที่สำคัญคือไม่ต้องมีตลาดหุ้น มีแค่… มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเลือก… 1. Ludwig von Mises คือใคร? Ludwig von Mises เกิดในปี 1881 และเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญของสำนักวิชาเศรษฐศาสตร์ Austrian School งานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ทฤษฎีเงิน วัฏจักรเศรษฐกิจ วิธีศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่วางแผนมาจากส่วนกลาง หนังสือสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาก็มีทั้ง และหนังสือเล่มใหญ่ที่เราจะใช้เป็นแกนของบทความนี้ นั่นก็คือเล่มที่มีชื่อว่า Human…

  • Bitcoin และ Austrian Economics เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

    Bitcoin Austrian Economics เป็นสองคำที่ตอนแรกผมไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนที่ผมเริ่มศึกษา Bitcoin ผมไม่ได้เริ่มจากตัวเศรษฐศาสตร์ แต่ผมเริ่มจาก Technology ล้วน ๆ เพราะผมมาจากสายงานทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการพยายามทำความเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานยังไง ซึ่งก็เผาเวลาไปหลายวันหลายคืน กับหลายๆหัวข้อ หลายๆ Topic ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Transaction UTXO Private Key Digital Signature Mining Node Blockchain จนไปถึง Lightning Network ยิ่งขุดลงไปก็ยิ่งเจอของที่ต้องให้เรียนอีกเยอะชิบหายวายป่วง แต่พอวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่า เออ…กูพอจะเข้าใจแล้วว่า Bitcoin มันทำงานยังไง กลับมีอีกคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาแทน แล้วทำไมต้องสร้างของแบบนี้ขึ้นมาวะ? ทำไม Bitcoin ต้องมีจำนวนจำกัด? ทำไม Bitcoin ถึงต้องไม่มีบริษัทคอยดูแล Database? ทำไมต้องเปลืองไฟฟ้าในการทำ Proof of Work มากมายก่ายกองขนาดนั้น? ทำไม Node Server…

  • Austrian Business Cycle Theory อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร?

    ในบทความที่แล้วเรื่อง Ludwig von Mises เราเคยคุยกันไปแล้วว่า “ราคา” ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่า “ของชิ้นนี้กี่บาท” แต่… คำว่า “ราคา” นั้นยังเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก ๆ ซึ่งมันช่วยให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้ว่าจะสั่งของเพิ่มไหม ?ช่วยให้โรงงานตัดสินใจว่าจะซื้อเครื่องจักรหรือเปล่า ? และช่วยให้ Entrepreneur เปรียบเทียบว่า Project ไหนควรทำ Project ไหนควรโยนทิ้งไป แต่มันจะมีราคาตัวหนึ่งที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านหน่อยเพราะมันไม่ได้เชื่อมแค่คนซื้อกับคนขาย แต่สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้มันกำลังเชื่อม วันนี้ เข้ากับ อนาคต ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ดอกเบี้ย สมมุติว่าผมกำลังคิดจะสร้างโรงงานใหม่ ผมเปิด Excel ขึ้นมา จากนั้นใส่ค่าเช่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร ค่าแรง ราคาขาย จำนวนเงินที่ต้องกู้ แล้วนั่งคำนวณอยู่ครึ่งวัน ผลออกมาว่า… ไม่คุ้มว่ะ ต้นทุนของ “เงินลงทุน” มันสูงเกินไป ผมก็เลยตัดสินใจปิด Excel แล้วไปกินกาแฟที่ร้าน Latte Man ซะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ผลปรากฏว่าดอกเบี้ยลดลง!!! ผมเลยเอา Project…

  • เศรษฐศาสตร์ออสเตรียคืออะไร? ฉบับคนไม่เรียนเศรษฐศาสตร์

    พักหลังๆมานี่ผมมักจะมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเวลาที่เราได้ยินคำว่า เศรษฐศาสตร์ หลายคนน่าจะนึกถึงอะไรประมาณนี้ใช่มะ ? แล้วก็อาจมีอาจารย์สักคนยืนชี้กราฟอยู่หน้าห้อง แต่พอผมเริ่มอ่าน เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ผมกลับเจออะไรบางอย่างที่แปลกกว่านั้น มันเริ่มจากสิ่งที่ธรรมดามาก ๆ อย่างเช่นคำว่า มนุษย์ มนุษย์ต้องการอะไร ? มนุษย์จะเลือกอะไร ? ทำไมเราถึงยอมแลกของที่เรามีกับของของคนอื่น ? ราคาของแต่ละสิ่งนั้นมาจากไหน ? แล้วคนเป็นล้าน ๆ คนที่แม่งไม่รู้จักกันเลย… ร่วมมือสอดประสานการผลิตของทั้งเมืองเข้าด้วยกันได้ยังไง ? ผมเลยอยากลองทำอะไรแบบเดิมๆ แทนที่จะเริ่มจาก Definition ของคำศัพท์ต่างๆนั้น เราลองสร้างเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาจากคนธรรมดาคนหนึ่งกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยดูว่าสุดท้ายมันจะพาเราไปถึงไหน ? 1. เริ่มจากกาแฟหนึ่งแก้วก่อน ผมสมมุติให้ตอนนี้เป็น 8 โมงเช้า แสงแดดกำลังสาดส่องมาเลย ผมเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆเลย แล้วเมื่อคืนผมได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง ตาจะปิดอยู่ละ แล้วมีคนเอากาแฟมาให้ผมแก้วหนึ่ง ผมอาจจะยอมจ่ายค่ากาแฟแก้วละ 100 บาท โอเค ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณเอากาแฟแก้วเดียวกันมาให้ผมตอน 4 ทุ่ม ผมอาจตอบว่า เอ๊ะ….แต่เดี๋ยวก่อนนะ……